รีวิวร้อน: ไร้แล้วซึ่งทางออก กับภาค ‘วิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ’ จากจักรวาลปรมาจารย์ลัทธิมาร

มาแล้วกับอีกหนึ่งภาคแยกที่บรรดาสาวก #ปรมจ ต่างรอคอย “ปรมาจารย์ลัทธิมาร ภาควิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ” ในฐานะอีกหนึ่งติ่ง ขอบอกเลยว่า “ใครคิดว่าจะออกจากกูซู จะได้มาหลงอยู่ในชิงเหอแทน”

ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น มีเสน่ห์จัดทุกตัวละคร ทำให้ความยาว 50 ตอนก็ไม่อาจเติมเต็มใจผู้ชมได้ บรรดาผู้จัดเลยทำทั้งนำซีรี่ส์ไปตัดต่อใหม่ ทำตอนพิเศษ แถมด้วยภาพยนตร์ภาคแยก ซึ่งตอนนี้มีด้วยกัน 2 ภาค คือภาคลมหายใจขุนพลผี (The living dead) ที่ปล่อยให้รับชมกันไปเมื่อปลายปี 2562 และ ภาควิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ (Fatal Journey) ที่เพิ่งปล่อยมาสด ๆ ร้อน ๆ ออนไลน์ผ่าน WeTV ให้รับชมถึงบ้านเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา

ปรมาจารย์ลัทธิมาร เป็นซีรี่ส์สร้างจากนวนิยายจีนชื่อดัง ก่อนหน้านี้เคยถูกดัดแปลงเป็น มันฮวา หรือการ์ตูนแบบมังงะฉบับจีน และแอนนิเมชันมาแล้วซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ดูหนังออนไลน์  (โดยเฉพาะในบรรดาสาววายทั้งหลาย) สำหรับตัวซีรีส์นี้ผู้สร้างลดทอนความวายออก เหลือเพียงมิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายแทน

 

เนื้อเรื่องเล่าถึงความดีความชั่วผ่าน “เว่ยอู๋เซียน” หรือ ปรมาจารย์อี๋หลิง ผู้สิ้นชีพ ณ เนินป่าช้า เชื่อกันว่ากายแหลกเหลว ไร้ร่างให้ดินกลบฝัง ด้วยพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้าเป็นที่โจษจัน ทำให้ผู้คนพากันยินดีที่เขามอดม้วย แต่แล้วกาลเวลาผ่านไปสิบกว่าปี มีใครบางคนใช้อาคมต้องห้าม ยอมอุทิศร่างให้เขาฟื้นคืน ! เพื่อสืบหาผู้บงการและหลีกหนีจากศัตรูที่มีอยู่ทุกหัวระแหง เว่ยอู๋เซี่ยนจำต้องปิดบังตัวตนสุดชีวิต โดยเฉพาะกับตระกูลเซียนที่เคยล้อมปราบ คนที่เคยรู้จัก รวมถึงคู่รักคู่แค้นอย่าง หลานวั่งจี

ในภาคนี้ เนื้อเรื่องจะโฟกัสไปที่สองพี่น้องตระกูลเนี่ย อีกหนึ่งตระกูลเซียนที่มีความเกี่ยวพันกับการฟื้นคืนชีพของเว่ยอู๋เซียน และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขจัดเหล่าอธรรม คืนคุณธรรมให้แผ่นดิน (สโลแกนคุ้น ๆ แหะ) ในซีรี่ส์หลักคาแร็กเตอร์ของคนพี่ “เนี่ยหมิงเจวี๋ย” (หวังอี้โจว) คือประมุขตระกูลผู้ดุดัน เกรี้ยวกราด แต่มากฝีมือและเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ขณะที่คนน้อง “เนี่ยหวายซัง” (จี้หลี) กลับนุ่มนิ่ม ลั้นลา ไม่ประสาวิทยายุทธ ทำให้คนพี่ต้องคอยอบรมดุด่าอยู่บ่อยครั้ง

ทว่าในภาคแยกนี้ จะนำเสนอมุมมองที่ต่างไป ภายใต้บุคลิกดุดันกลับมีความอ่อนโยนแฝงเร้น และภายใต้ความเล่น ๆ ก็มีความจริงจังซ่อนอยู่ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคที่พาเราเข้าสู่มิติลึกของสองตัวละคร และหลงเสน่ห์อย่างช่วยไม่ได้ แถมยังทำให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของสองพี่น้องได้อย่างลึกซึ้ง เสริมให้เข้าใจการกระทำในภาคหลักอย่างแจ่มชัดขึ้นไปอีก (และแน่นอนว่าทำให้สองนักแสดงหลักดูเท่ น่ากรี๊ดไปอีกขั้น คาดว่าจะมีแฟนคลับนอกจอเพิ่มขึ้นอีกตรึม)

สำหรับโปรดักชันเองก็ยังคงคุณภาพได้ไม่มีตก คุมโทนได้ทุกหมัด รักษามาตรฐานดีเช่นเคย ขนาดแอกติ้งของตัวละครประกอบที่โผล่มาเพียงเสี้ยววิก็ยังเล่นดีไม่มีแข็ง และที่โดดเด่นคือ ฉากบู๊ที่มาเต็ม กับจังหวะตัดภาพที่เรียกความขนลุกได้กำลังดี จะมีก็แต่ CG บางช็อตที่ดูหลอก ๆ ไปบ้าง แต่ก็ยังจัดว่ารับได้

แม้ว่าการเดินเรื่องยังเป็นสไตล์จีนค่อนข้างมาก คือเดินเรื่องรวดเร็วว่องไว หากไม่ใส่ใจจะหลุดรายละเอียด แต่เรื่องนี้กลับใช้หลัก “น้อยแต่มาก” แบบญี่ปุ่นได้อย่างกลมกลืน คือเลือกใช้องค์ประกอบสื่อความจำนวนไม่มากและบทพูดเพียงไม่กี่ประโยค ในจังหวะที่ใช่ จนสามารถฮุกเข้าไปในใจ สื่อเรื่องสำคัญให้ชวนซึ้งไปเต็ม ๆ (ยิ่งตอนจบเพลงประกอบขึ้น ใครอินจัดจะร้องไห้เหมียนหมาเลยขอบอก)

ด้วยเหตุนี้ สาวก #ปรมจ จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง (ใครยังไม่ดูสุดสัปดาห์นี้รีบจัดไปโลด เดี๋ยวจะคุยกับสาวกท่านอื่นไม่รู้เรื่อง) แต่หากใครยังไม่หลุดมาเข้าในจักรวาลนี้ เราขอแนะนำให้ไปเข้าทางเข้าหลักคือซีรีส์ทั้ง 50 ตอนเสียก่อน ถึงจะอิน ฟิน และเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ขอเตือนไว้ก่อนเลยนะว่า จักรวาลนี้เข้าได้อย่างเดียวไม่มีทางออก ต้องมูฟออนเป็นวงกลมกันต่อไป

จุดเด่น
มิติของตัวละครชัดเจนกว่าภาคหลัก
การแสดงดีทั้งนักแสดงหลักและรอง
คุมโทนในรายละเอียดเสื้อผ้าและฉากดี

จุดสังเกต
ขาดความต่อเนื่องของฉาก CG ในบางจุด
เล่าเรื่องเร็ว ทำให้เข้าใจยากในบางจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ดูภาคหลักมาก่อนมากกว่า
การให้แสงเงายังดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติในบางช่วง

เรื่องราวยุทธภพ 16 ปีก่อนที่ถูกแบ่งแยกเป็นห้าส่วนได้แก่ ตระกูลหลันแห่งกูซู ตระกูลเจียงแห่งยวิ๋นเมิ่ง ตระกูลเนี่ยแห่งชิงเหอ ตระกูลเวินแห่งฉีซาน และตระกูลจินแห่งหลันหลิง ห้าตระกูลควบคุมยุทธภพด้วยกัน และเมื่อตระกูลเวินอาละวาด ประชาชนเดือดร้อนหาความสงบสุขไม่ได้ เหล่าเซียนเทพจึงต้องออกมาผดุงคุณธรรม ปฏิบัติการรวมพลังต่อต้านตระกูลเวิน “เว่ยอู๋เซี่ยน” ผู้ที่ได้รับการขนานนามความสำเร็จในการล้มล้างตระกูลเวิน ถือเป็นการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เพราะวิชาอันแกร่งกล้าของเขาต่างทำให้ผู้คนมากมายหวาดกลัวและขนานนามไปทั่ว เลยถูกยอดฝีมือจากทั่วทุกหนแห่งอยากจะทำลายล้าง หลังจากนั้น 16 ต่อปีมา เว่ยอู๋เซี่ยนจู่ๆก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และได้กลับมาพบเจอกับหลานวั่งจีแห่งตระกูลกูซูหลาน และเจียงเฉิงแห่งตระกูลอวิ๋นเมิ่งเจียงรวมถึงคนเก่าๆอีกมากมาย ปริศนาในภพเก่ายังไม่หายไป ศึกในยุทธภพจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ปรมาจารย์ลัทธิมาร (จีน: 魔道祖师; พินอิน: Mó Dào Zǔ Shī; แปลตรงตัว: “ปรมาจารย์ลัทธิมาร”) เป็นนวนิยายจีนชื่อดังประพันธ์โดย โม่เซียงถงซิ่ว (Chinese: 墨香铜臭) ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ ค.ศ.2016 ได้รับความนิยมอย่างมากจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นแอนิเมชันและละครโทรทัศน์ ออกอากาศทาง Tencent Video ในประเทศจีน พร้อมกับการออกอากาศทาง WeTV ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2562

ปรมาจารย์อี๋หลิง เว่ยอู๋เซี่ยน สิ้นชีพ ณ เนินป่าช้า ว่ากันว่ากายแหลกเหลว ไร้ร่างให้ดินกลบฝัง ทว่าด้วยพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้าที่ระบือไกล ผู้คนจึงพากันยินดีที่เขามอดม้วย และไม่ว่าใครก็คงคาดไม่ถึงว่า เวลาผ่านไปสิบกว่าปี จะมีใครบางคนใช้อาคมต้องห้าม ยอมอุทิศร่างให้เขาฟื้นคืน! ด้วยมีศัตรูอยู่ทุกหัวระแหง เว่ยอู๋เซี่ยนจำต้องปิดบังตัวตนสุดชีวิต แม้จะทำได้ยากเย็นเต็มที เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจร้ายกาจ และตระกูลเซียนที่เคยล้อมปราบ รวมถึงคู่รักคู่แค้นอย่าง หลานวั่งจี

สื่อ
นิยาย
นวนิยายต้นฉบับชื่อ ม๋อเต้าจู่ชือ Mo Dao Zu Shi แปลตรงตัวว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร ประพันธ์โดยนักเขียน โม่เซียงถงซิ่ว (Chinese: 墨香铜臭) ตีพิมพ์ทางออนไลน์แพลตฟอร์ม Jinjiang Wenxuecheng (Chinese: 晋江文学城) และตีพิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสำนักพิมพ์ Pinsin Studio (Chinese: 平心工作室) ในปี ค.ศ. 2016 เป็นภาษาจีนอักษรตัวเต็ม และตีพิมพ์โดย Sichuan Literature and Art Publishing House (Chinese: 四川文艺出版社) ในปี ค.ศ. 2018 เป็นภาษาจีนอักษรตัวย่อ และถูกนำไปแปลเป็นภาษาอื่น ได้แก่ เวียดนาม ไทย เกาหลี

ในไทยใช้ชื่อ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เบเกอรี่บุ๊ค แปลโดย อลิส วางแผงครั้งแรก มี.ค.2562 มีทั้งหมด 5 เล่มจบ ภายในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ปรมาจารย์ลัทธิมาร เล่ม 1 ตีพิมพ์ซ้ำไปแล้วถึง 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Naiin Readers’ Awards 2019 สาขา “ที่สุดของนิยายแปลแห่งปี” Best Novel of The Year – Translated อีกด้วย

ฉบับหนังสือการ์ตูน
หนังสือการ์ตูน หรือ มันฮวา ใช้ชื่อเดียวกันคือ Mo Dao Zu Shi วาดโดย ขวงเฟิงชุยขู้ตาง เผยแพร่ออนไลน์โดย KuaiKan Manhua (Chinese: 快看漫画) บทแรกเผยแพร่เมื่อ 8 ธ.ค.2017 หนังสือการ์ตูนได้รับรางวัล silver award ในประเภท Best Web Popularity Comic Adaption จาก 16th China Animation Golden Dragon Award.

ส่วนในไทยเผยแพร่ออนไลน์ในชื่อเดียวกัน คือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร โดยลิขสิทธิ์ Tencent Animation & Comics ทางแพล็ตฟอร์มอีบุ๊คทั้งเว็บไซต์ WeComics.in.th และแอพลิเคชั่น WeComics มียอดวิวมากกว่า 1 ล้านวิว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562

ฉบับเรดิโอดราม่า
ม๋อเต้าจู่ชือ มีละครวิทยุ (จีน: 魔道祖师广播剧; พินอิน: Módào zǔshī guǎngbòjù) ผลิตโดย Polar Penguin Studios ออกอากาศทางเว็บไซต์วิทยุออนไลน์ MissEvan.com ในประเทศจีน (จีน: 猫耳FM), มีทั้งหมด 3 ภาค

ฉบับการ์ตูนทีวี
ภาค 1 Qian Chen Pian (Chinese: 前尘篇) จำนวน 15 ตอน ออกอากาศวันที่ 9 กรกฎาคม 2018

ภาค 2 Xian Yun Pian (Chinese: 羡云篇) จำนวน 8 ตอน ออกอากาศวันที่ 1 สิงหาคม 2019

ภาค 3 จำนวน ??? ออกอากาศในปี 2021

ฉบับการ์ตูนทีวีได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีมากจากการผลิตและเนื้อเรื่องที่มีคุณภาพสูง ทำให้มีแฟนจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ

เมื่อออกฉายในประเทศจีน ได้กลายเป็นการ์ตูนโด่งดังในทันที มียอดวิวกว่า 1.74 พันล้านวิวทาง Tencent Video เมื่อธันวาคม 2018 การ์ตูนได้รับเรตติ้ง Douban ที่ 8.9 จาก 10 ทำให้เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่มีเรตติ้งดีที่สุดในปี 2018 ในประเทศจีน

สำหรับในไทยออกฉายออนไลน์ในชื่อเดียวกัน คือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ทางสตรีมมิ่งแพล็ตฟอร์ม WeTV

ฉบับละครโทรทัศน์
ดูบทความหลักที่: ปรมาจารย์ลัทธิมาร (ละครโทรทัศน์)

ละครโทรทัศน์ออนไลน์ ดัดแปลงจากนวนิยาย ชื่อเรื่องภาษาจีนว่า เฉินฉิงลิ่ง Chén Qíng Lìng (Chinese: 陈情令) ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Untamed และชื่อไทยยังคงใช้ชื่อดั้งเดิมคือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร สร้างโดย Tencent Penguin Pictures และ New Style Media นำแสดงโดย เซียวจ้าน และ หวัง อี้ป๋อ ออกอากาศทาง Tencent Video ในประเทศจีน พร้อมกับการออกอากาศทาง WeTV ในประเทศไทย ตั้งแต่ 27 มิ.ย. ถึง 20 ส.ค. 2562 จำนวนทั้งสิ้น 50 ตอนจบ

ฉบับภาพยนตร์
ฉบับภาพยนตร์ จะมี 2 ภาค โดยใช้ชื่อ The Living Dead เป็นภาคแยกของซือจุยกับเวินหนิง โดยจะฉายวันที่ 31 ธันวาคม 2019 และ Fatal Journey เป็นภาคแยกระหว่างสองพี่น้องตระกูลเนี่ย เนี่ยหวายซัง เนี่ยหมิงเจวี๋ย และจินกวงเหยา ที่ยังไม่มีรายละเอียดวันกำหนดฉายออกมา

ทางเลือกในการรักษาอาการปวดหลัง

เป้าหมายของการรักษา อาการปวดหลัง คือ เพื่อลดอาการปวด และให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหลังและระยะเวลาที่เป็น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมุ่งรักษาที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการและพยายามหาวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดก่อน

โดยทั่วไปการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
    • การรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่ การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการนอนพัก มักเป็นวิธีที่ใช้เริ่มต้นในการรักษา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องได้รับการรักษาโดยวิธีอื่น
    • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยลดความปวดจากการอักเสบและช่วยในการวินิจฉัยตำแหน่งที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดได้ การรักษาวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบประคับประคองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดจากการที่เส้นประสาทโดนรบกวน
  • การรักษาโดยการผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีการรักษานี้เมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ หรือเมื่อทำการรักษาโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล ซึ่งวิธีการผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นกับภาวะของผู้ป่วยหรือข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

Vagabond: รัฐ ความรักชาติ และการอยู่เป็น

Vagabond จะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่เราคิดว่าทำเพื่อพวกเรา แท้จริงแล้วปกปิด ปิดบัง และกำลังใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันเองตลอดเวลา
*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

ในเกมการเมือง แต่ละขั้นตอนย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลัง การล็อบบี้ต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราอาจจะไม่รู้ หรือคาดไม่ถึง ซีรีส์แอคชั่น-ดราม่าของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไปอย่าง ‘Vagabond’ ของทางช่อง SBS และ Netflix ก็เป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เราเห็นเกมการเมือง และการใช้อำนาจของเหล่าผู้นำ รวมถึงการต้องดิ้นรนเพื่อความยุติธรรมของประชาชน

Vagabond เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อมาการสืบสวนและค้นหาไป กลับพบว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเครื่องบินเกิดขัดข้องด้วยตัวมันเอง แต่กลับมีบุคคลที่จงใจ วางแผน หรือเรียกได้ว่าก่อการร้าย จน ชา ดัลกอน พระเอกผู้เคราะห์ร้าย เป็นญาติผู้เสียชีวิตต้องออกโรง ตามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ของต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของเขาต้องตาย

แม้ว่าหลายคน จะแอบบ่นกับตอนจบที่ดูเหมือนยังไม่จบของซีรีส์เรื่องนี้ และต่างก็คาดหวัง รอคอยกับซีซั่น 2 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 16 ตอนที่ผ่านมา Vagabond พาเราไปลุ้นกับการต่อสู้ และดิ้นรนของตัวหลักอย่าง ‘ชา ดัลกอน’ ที่ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเขา เหตุการณ์คงไม่ไปไกล และเราคงไม่ได้ลุ้นกับเรื่องราวในแต่ละตอนได้ขนาดนี้

*เตือนอีกครั้ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

การอยู่เป็น และอยู่ไม่เป็น

‘การอยู่เป็น’ และ ‘อยู่ไม่เป็น’ วลีที่การเมืองไทยได้ยกมาพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในซีรีส์เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นประเด็นนี้เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากมาย ทั้งหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และตำรวจ และสิ่งที่โดดเด่นของตัวละครบางตัวในเรื่องก็คือ ‘การอยู่เป็น’ โดยเฉพาะ ผอ.มิน แจชิก

มิน แจชิก เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่เรียกได้ว่า ไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้องค์กรเพื่อทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจ และผู้มีกำลังเงิน ที่สามารถให้เขาได้เติบโต เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน โดยไม่ได้สนว่าจะถูกต้อง ยุติธรรม หรือทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ทั้งยังบอกลูกน้องเสมอว่าไม่ให้ทำเรื่องเดือดร้อน นิ่งเฉยกับเรื่องบางเรื่อง ถ้าหากเป็นสิ่งของผู้มีอำนาจต้องการ

นอกจากมิน แจชิกแล้ว ก็มีตัวละครอีกหลายตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความอยู่เป็น อย่างฮง ซึงบอม มือขวาของเจสสิก้า แห่งจอห์น แอนด์ มาร์ค ที่เนื้อเรื่องก็ทำให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยภักดีอยู่กับฝั่งไดนามิก ซิสเทม และย้ายมาเพื่อความก้าวหน้า ก่อนจะทิ้งบอสของเขาอย่างเจสสิก้า เพื่อความอยู่รอด เมื่อเธอจนมุม และถูกจับ ไปหาเจ้านายใหม่ ที่กำลังจะดูก้าวหน้า และเป็นใหญ่กว่าในอนาคตอย่างนายกฯ ฮงด้วย

และถ้าเราเปรียบมิน แจชิก เป็นคนอยู่เป็น ผอ.คัง จูชอล อริคู่แข่งเบอร์ 1 ของมิน ก็คงเป็นภาพแทนของ ‘คนอยู่ไม่เป็น’ เพราะเห็นได้ว่า เขาเคยถูกย้ายงาน ไม่ให้ได้ก้าวหน้า และต้องไปทำหน้าที่แค่ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตที่เข้ามาด่ารัฐบาล เพียงเพราะนิสัยอยู่ไม่เป็นของเขามาก่อน ทั้งการอยู่ไม่เป็นของเขายังโดดเด่นจนลูกน้องมั่นใจ และพึ่งพาได้ว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการต่อสู้กับอำนาจของเบื้องบน พวกเขาต้องมาหา ผอ.คัง ซึ่งความอยู่ไม่เป็นของเขานี้ ก็เป็นอุปสรรคกับคนอยู่เป็น อย่าง ผอ.มิน จนถูกวางแผนฆ่ามาแล้ว

คาแรคเตอร์อยู่เป็น และอยู่ไม่เป็นที่ชัดเจนนี้ ไม่ได้มีแค่กับตัวละครที่เล่ามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกือบทุกตัวในเรื่อง ต้องเจอสถาณการณ์ที่ให้พวกเขาเลือกว่า จะอยู่แบบไหน ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ต้องเลือกตัดสินใจที่จะอยู่เป็น เพื่อความอยู่รอดด้วย

รัฐคือใคร? เมื่อการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐ คือความผิด

หลายครั้งเรามักผูกโยงว่า การรักรัฐบาล แปลว่าเรารักชาติ แต่จริงๆ แล้ว รัฐ ≠ รัฐบาล และรัฐบาลต่างหากที่มักนำคำว่า ชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อความต้องการของพวกเขาเอง

ฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ตัวละคร และตัวเราเองในฐานะผู้ชมกลับมาย้อนนึกว่า รัฐคือใคร และพวกเขากำลังทำภารกิจเพื่อใครกันแน่ คือฉากที่หน่วยข่าวกรอง ส่งทีมสังหารไปเพื่อฆ่าชา ดัลกอน และผู้ร้ายอย่างคิม อูกี แทนที่จะส่งทีมสนับสนุนไปช่วยเหลือ ทำให้จากภารกิจที่เดินทางไปยังโมร็อกโก เพื่อเอาตัวผู้ร้ายกลับมาขึ้นศาล เปลี่ยนเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้ได้กลับมาแทน

ในตอนนั้น กี แทอุง หัวหน้าทีมภารกิจ ตั้งคำถามว่า ดูหนังออนไลน์ 
“คำสั่งนี้ คือคำสั่งของใคร?” ซึ่งเราก็ได้เห็นคำตอบที่ผู้มีอำนาจ เอาชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง ด้วยคำตอบว่า “เป็นคำสั่งของรัฐ ถ้าไม่ทำ นายจะเป็นคนขายชาติ” ทั้งๆ ที่คำสั่งนั้นคือการสั่งให้ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน ฆ่าประชาชนด้วยกันเอง

จากผลประโยชน์ของประชาชน และการเปิดเผยความจริงที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของรัฐ กลับกลายเป็นการปกปิดเรื่องฉาว ปิดคดีให้ได้อย่างรวดเร็ว เอื้อแก่การคอร์รัปชั่นระดับชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างถูกนำคำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นข้ออ้าง และเอาคำว่า ‘คนขายชาติ’ มาเป็นโทษให้กับคนที่ไม่ยอมทำตาม

ใครรักชาติมากกว่า คนนั้นต้องได้เป็นผู้นำ?

ความรักชาติ ในหลายๆ ครั้งมักถูกเอามาพูดถึง และพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ แต่การรักชาติในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้นั้น ต้องถูกเอามามองด้วยว่า รักในแบบไหน?

การแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน Vagabond เอง ก็มีการเอาเรื่องความรักชาติมาขิงกัน ทั้งยังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการรักษาตำแหน่ง และจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ด้วยการแสดงออก และคำพูดที่พยายามบ่งบอกว่า ตัวเองทำเพื่อชาติ และฉันทำมากกว่าอีกคนหนึ่ง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จอง กุกพโย มักพูดว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ ซึ่งแม้ความจริงเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย และเห็นว่ารัฐบาลเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ประธานาธิบดีเองก็ยังบอกว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ “ผมอยากมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ คือการทำให้ประเทศทั้งมั่งคั่ง และเรืองอำนาจ อย่างที่ไม่มีใครมาดูถูกได้” จอง กุกพโยกล่าวในเรื่อง

ในขณะที่เมื่อถูกจับได้ ว่าเขาได้รับสินบนเพื่อการประมูลโครงการเครื่องบินรบแล้ว เขาเองก็ยังอ้างว่าเงินส่วนนั้น ตั้งใจเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

ด้านนายกฯ ฮง ซุนโจ มือขวา และผู้ได้ฉายาว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ของประธานาธิบดี หลังจากสะสมอำนาจ และชื่อเสียงจากการไต่เต้าข้างกายผู้นำประเทศมายาวนาน เมื่อได้โอกาสหักหลัง และมีลู่ทางในการขึ้นสู่อำนาจเสียเอง เขาก็ไม่รอช้า และยังอ้างความชอบธรรมนี้เช่นกันว่า เขาเองก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน โดยการโทษว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทำเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ความเห็นแก่ตัว แต่เขานี่แหละมาเพื่อฉีกหน้ากาก กำจัดความโลภ และทำให้ประเทศนี้เรืองอำนาจของจริง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นแพทเทิร์นแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ด้วยการวางบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้มาแก้ปัญหาของผู้นำคนก่อน มาสะสาง จัดการกำหนดอนาคตใหม่ให้ประเทศ และเมื่อเขาถูกเลขานุการประธานาธิบดีถามว่า เขาเป็นคนยังไงกันแน่ จากความพยายามขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ เขาก็ชัดเจน และตอบอย่างมั่นใจว่า เขาคือ “คนรักชาติ คนรักชาติตัวจริงที่ต่างจากจองกุก พโย”

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราก็เห็นต่อไปว่า เขาทำเพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และพร้อมจะรับคำสั่ง ที่เปลี่ยนแปลงระบบ และกลไกของสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และคนบางกลุ่มเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องบนอีกที

ความรักชาติ และทำเพื่อชาติในแบบของทั้ง จอง กุกพโย และฮง ซุนโจ ต่างก็ออกมาจากปากของพวกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนมองได้ว่า ความรักชาติกลายเป็นข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของพวกเขา โดยที่ไม่ได้มองว่า ชาติ และประชาชนได้ประโยชน์ และมั่งคั่งจริงหรือไม่ด้วย

นอกจากความรักชาติ และอำนาจของผู้นำแล้ว Vagabond เองยังพูดถึงอีกหลายประเด็น และหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของญาติผู้เสียชีวิต ที่ในเรื่องถูกลากออกมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำๆ และเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้เยียวยา และอยู่เคียงข้างพวกเขาจริงอย่างที่พยายามพูด แต่กลับใช้ประโยชน์จากความตาย และความโศกเศร้า หรือประเด็นเรื่องช่องทางคอร์รัปชั่น ล็อบบี้ยิสต์

ที่ดูแล้ว นอกจากจะได้ความบันเทิง เราต่างก็คิดตาม และเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายๆ อันก็ไม่ได้ต่างไปจากเหตุการณ์จริงในสังคม และอดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ได้เลย

ผื่นแดงบนผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม

ประเภทของ ลมพิษ

ลมพิษ นั้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ประกอบด้วย

  1. ลมพิษชนิดเฉียบพลัน  มักมีอาการต่อเนื่องกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ สาเหตุที่เกิดได้ คือ จากการแพ้อาหาร, แพ้ยา, แมลงสัตว์กัดต่อย การติดเชื้อบางชนิด บางรายอาจมีอาการแสดงที่อวัยวะอื่น เช่น แน่นหน้าอก, แน่นจมูก, ปวดท้อง, ความดันต่ำ, ปากและตาบวม ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง
  2. ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรัง มักจะแสดงอาการแบบเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วัน/ สัปดาห์ ต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งสาเหตุจะแตกต่างจากลมพิษเฉียบพลัน โดยคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งไม่สามารถหาสาเหตุได้ เพราะอาจเกิดจากความแปรปรวนภายในร่างกาย แต่สิ่งที่สามารถกระตุ้นให้ลมพิษเรื้อรังเป็นมากขึ้น ได้แก่ ยาแอสไพริน, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาปฏิชีวนะ, ประจำเดือน, พักผ่อนไม่เต็มที่ เป็นต้น

Nevertheless | รักนี้ห้ามไม่ได้

” จากเว็บตูนยอดนิยมสู่ซีรีส์โรแมนติกที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ของ หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย “

ชื่อเรื่อง : Nevertheless | I Know But | รักนี้ห้ามไม่ได้ | 알고있지만
แนว : โรแมนติก
ผู้กำกับ : คิมการัม (ผลงานก่อนหน้าซีรีส์เรื่อง “Flower Crew: Joseon Marriage Agency”)
คนเขียนบท : จองซอ (ผู้แต่งเว็บตูน) | จองวอน
ช่อง : JTBC
จำนวนตอน : 10 ตอน
ช่วงเวลาออนแอร์ : 19 มิถุนายน – 21 สิงหาคม 2564
วัน-เวลาออนแอร์ : ทุกวันเสาร์ เวลา 23.00 น. (เกาหลี)

เรื่องก่อนหน้า : Undercover

ซับไทยถูกลิขสิทธิ์ : Netflix หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย

เรื่องย่อ : ซีรีส์อ้างอิงเรื่องราวมาจากเว็บตูนยอดนิยมของ Naver Webtoon ที่เล่าเรื่องราวความรัก ระหว่าง ยูนาบี หญิงสาวผู้อยากออกเดตแต่ไม่เชื่อในความรัก และ พัคแจออน ชายหนุ่มผู้มองว่าการออกเดตเป็นเรื่องน่ารำคาญแต่ก็ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ เรื่องราวความรักของวัยรุ่นที่หวาน เซ็กซี่ และต้องการจะตกหลุมรักแม้ว่ามองความรักเป็นเรื่องแย่

ซงคัง รับบทเป็น พัคแจออน
ชายหนุ่มผู้มองว่าการออกเดตเป็นเรื่องเสียเวลาแต่ว่าเขาก็ชอบที่จะจีบใครสักคน แม้ว่าเขาจะเป็นคนเฟรนด์ลี่และสดใสร่าเริงต่อทุกคน แต่เขาไม่สนใจคนอื่นและเป็นปรมาจารย์ด้านยื้อยุดฉุดกระชาก ดูหนังออนไลน์  และเขาวาดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่นอย่างชัดเจนและไม่เผยความรู้สึกของตัวเอง แต่เมื่อเขาได้พบกับ ยูนาบี เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องการจะข้ามเส้นที่ตัวเองเคยขีดไว้

ฮันโซฮี รับบทเป็น ยูนาบี
หญิงสาวผู้ไม่เชื่อในความรักแต่เธออยากที่จะออกเดต หลังจากที่เคยผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากรักแรก ยูนาบีก็ไม่เชื่อในโชคชะตาอีกต่อไป และเธอบอกกับตัวเองว่าจะไม่ตกหลุมรักใครอีก กระทั่งเธอได้พบกับ พัคแจออน ที่เข้ามาทำให้ความมุ่งมั่นของเธอนั้นสั่นคลอนราวกับต้องมนตร์

แชจงฮยอบ รับบทเป็น ยังโดฮยอก
เพื่อนสมัยวัยเด็กของ ยูนาบี ที่เป็นรักแรกของตัวเขาเองด้วย เขากำลังทำรายการสาธิตการทำอาหารผ่านช่องยูทูป

เรื่องย่อ: บอกเล่าเรื่องราวของพัคแจออน (ซงคัง) ชายหนุ่มที่มองว่าการออกเดทคือเรื่องน่ารำคาญและเสียเวลา แต่เขาก็ยังอยากจีบสาว แม้ว่าเขาจะดูเป็นมิตรและร่าเริงต่อทุกคน แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้สนใจคนอื่นเท่าไหร่ เขาขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างตัวเองกับคนอื่นเสมอ และเขาจะไม่เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่เมื่อได้พบกับยูนาบี (ฮันโซฮี) เขาก็พบว่าตัวเองต้องการข้ามเส้นแบ่งเหล่านั้น ยูนาบีเป็นหญิงสาวที่ไม่เชื่อในความรัก แต่เธอก็ยังอยากมีแฟน ในอดีตเธอเคยเจอประสบกับความโหดร้ายและขมขื่นจากรักแรก ทำให้เธอไม่เชื่อในโชคชะตาและตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นที่จะไม่เอาชีวิตของตัวเองไปจมอยู่กับความรักอีกต่อไป แต่ทว่าเมื่อเธอได้พบกับพัคแจออน เขาก็ทำให้ความมุ่งมั่นของเธอต้องสั่นคลอนราวกับมีเวทย์มนตร์

ผู้กำกับ: คิมการัม
ผู้เขียนบท: จองซอ (เว็บตูน) , จองวอน
นักแสดงนำ: ฮันโซฮี , ซงคัง , แชจงฮยอบ

สถานีออกอากาศ: JTBC
จำนวนตอน: 10

ออกอากาศเมื่อ: 19 มิถุนายน – 21 สิงหาคม 2021
วันออกอากาศ: วันเสาร์
เวลาออกอากาศ: 23:00 น. (เวลาเกาหลี)
เรตติ้งเฉลี่ย:

หมายเหตุ:

Nevertheless ดัดแปลงมาจากเว็บตูนเรื่อง 알고있지만 ที่เขียนเรื่องและวาดภาพโดย จองซอ

ในภาพที่ปล่อยออกมาก่อนการออกอากาศครั้งแรก ช่วงเวลาเดินหน้า 3 ก้าวที่ไม่มีใครหยุดยั้งของแจออนได้บรรจุไว้ คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในสายตาของ Yuna-bi ซึ่งเอนหลังพิงกำแพง และ Jae-eon Park ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างคนสองคน ใกล้พอที่จะหายใจ เรียกความตื่นเต้นเร้าใจ อารมณ์ของทั้งสองในภาพต่อไปนี้เปลี่ยนไป 180 องศา Park Jae-eon และ Yuna-bi ที่เต็มไปด้วยความสดชื่นเหมือนนักศึกษา ใบหน้าของยูนาบีที่ได้รับสายตาหวานของพัคแจออนนั้นซับซ้อน หลังจากการพบกันครั้งแรกที่เข้มข้น ทั้งสองคนกลับมาพบกันอีกครั้งในสถานที่ที่คาดไม่ถึง ทำให้เกิดความสงสัยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ช่วงเวลา ‘1 Second Before Kiss’ ของ Park Jae-eon และ Yuna-bi ทำให้เราคาดเดาความสัมพันธ์ที่คาดเดาไม่ได้ระหว่างคนสองคนที่กำลังตกหลุมรัก Yuna-bi หลับตาลง และ Jae-eon Park เข้ามาอย่างกล้าหาญในขอบเขตของเขา ช่วงเวลาที่ริมฝีปากของคุณสัมผัสได้ทุกเมื่อช่างน่าทึ่ง พบกันราวกับโชคชะตาในคืนฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ คนสองคนเพิ่มความคาดหวังด้วยการทำนายถึงความตื่นเต้นเร้าใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าพวกเขาจะผ่านอะไรมาจนกว่าจะพบกับคืนฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน

ในตอนแรกของ ‘알고있지만’ ซึ่งจะออกอากาศในวันที่ 19 การพบกันที่เป็นเวรเป็นกรรมระหว่าง Park Jae-eon และ Yuna-bi ได้ถูกวาดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ยูนาผู้ไม่เชื่อในความรัก ได้พบกับแจออน ปาร์ค ชายหนุ่มที่มีบุคลิกลึกลับ คาดว่าจะสร้างความตื่นเต้น ทีมผู้ผลิตของ 알고있지만’ กล่าวว่า “โปรดให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของ Park Jae-eon และ Yuna-bi มันแสดงให้เห็นใบหน้าที่เปลือยเปล่าของความรักที่ฉันรู้จัก แต่ฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรัก คุณจะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของ ‘แผนที่รสเค็มหวาน’ ซึ่งมีพื้นผิวที่แตกต่างจากละครเยาวชนที่มีอยู่”

รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) ซีรีส์ใหม่ล่าสุดจากเน็ตฟลิกซ์ เล่าเรื่องราวของความรักที่ผลิบานระหว่างเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยศิลปะที่ถ่ายทอดโดยซงคังและฮันโซฮี เป็นเรื่องราวของยูนาบี (ฮันโซฮี) ซึ่งไม่เชื่อในความรักแต่ก็ยังอยากจะลองคบหาใครสักคน และพัคแจออน (ซงคัง) มักสนุกสนานกับการจีบสาว แต่รู้สึกว่าการคบใครสักคนเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ แม้ทั้งสองจะมีมุมมองต่อความรักและการคบใครสักคนต่างกัน พวกเขาก็ได้เริ่มต้นกันด้วยความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กตามประสา friends-with-benefits ลองมาดูกันว่าเหตุผลที่จะทำให้แฟนๆ ต้องรอชมและหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มีอะไรบ้าง

สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง

ซีรีส์ความยาว 10 ตอนนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อเรื่องเดียวกันที่ครองใจแฟนๆ มาแล้วทั่วโลก คิมการัม ผู้กำกับและอำนวยการสร้างซีรีส์ กับฮันโซฮีเองก็กล่าวว่าทั้งคู่ต่างเป็นแฟนเว็บตูนเรื่องนี้เช่นกัน คิมการัมเล่าว่าตั้งแต่ตอนที่เธอได้อ่านเว็บตูน เธอก็อยากจะสร้างเรื่องราวของเว็บตูนนี้เป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง ที่จะแสดงให้เห็นภาพของความรักและความสัมพันธ์ที่สมจริง ซึ่งต้องลองไปชมกันดูว่าซีรีส์กับเว็บตูนจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

ความโรแมนซ์ที่สมจริง

แน่นอนว่าซีรีส์รักโรแมนติกของเกาหลีมีให้ชมกันเป็นจำนวนมหาศาล แต่ส่วนมากจะค่อนข้างแฟนตาซีมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) มีฉากกุ๊กกิ๊กหวานแหววที่หลายๆ คนชื่นชอบในซีรีส์รักโรแมนติก แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงว่าความสัมพันธ์ของคู่รักสมัยนี้นั้นเป็นอย่างไร ซงคังกล่าวถึงสาเหตุที่บทนี้ดึงดูดเขาว่า “มันมีความหวาน ความโรแมนติก ที่เรามักคาดหวังจากความรักวัยรุ่น แต่ก็มีสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เรื่องราวแตกต่างออกไป และทำให้มันโดดเด่นครับ” ว่ามาขนาดนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าความรักโรแมนติกสุดสมจริงของวัยนักศึกษามาแน่!

ตัวละครที่ใกล้ชิดกับผู้ชม

คิมการัมเล่าถึงชื่อเรื่อง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) และเหตุผลที่ผู้ชมจะรู้สึกเชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่องนี้ว่า เราจะยังคงตกหลุมรักใครสักคนอยู่ดี แม้จะรู้ว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด ซีรีส์ รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ฮันโซฮี พูดว่า “ฉันอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงด้านที่ซื่อตรงและการแสดงอารมณ์ของตัวละครนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าผู้ชมจะอินไปกับเรื่องราวของตัวละครของฉันนะคะ” ไม่ว่าคุณจะเคยมีประสบการณ์ความรักในรูปแบบไหนมาก่อนในอดีต หรือกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ความรักในอนาคต เหล่าตัวละครจากเรื่องนี้ก็ยังจะมีมุมที่คุณจะเข้าถึงและสัมผัสได้อยู่ดี

แคสติ้งนักแสดงที่สมบูรณ์แบบ

การแคสติ้งของ ซงคัง และ ฮันโซฮี นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คิมการัม กล่าวว่า “ฉันนึกถึงซงคัง และฮันซอฮีตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านเว็บตูนแล้วค่ะ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งสองคนต่างก็ชอบตัวเว็บตูนเอามากๆ และยังอยากทำงานกับฉันด้วยค่ะ” ซึ่งนักแสดงทั้งสองนั้นได้รับคำชมมากมายถึงการสวมบทตัวละครได้สมบทบาท ฮันโซฮีกล่าวว่า “ฉันกับนาบีมีอะไรที่เหมือนกันเยอะเลยค่ะ” ที่จริงแล้ว ฮันโซฮีเองก็มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และได้แสดงฝีมือวาดภาพที่ประดับอยู่ในบ้านของนาบีอยู่บางภาพเช่นกัน
เคมีสุดเร่าร้อน

ภูมิดีเรารอด! 6 วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค

ในช่วงนี้นอกจาก การระบาดของ ไวรัส Covid-19 แล้ว ยังเป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน เพราะ อากาศจะร้อนชื้น จากฝนที่ตกลงมา ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย วันนี้ เราจึงมี วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค ที่ช่วยเสริมให้ร่างกายของคุณแข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันเลย!

1. ออกกำลังกาย เสริมภูมิต้านทานได้ดีเยี่ยม!

การออกกำลังกายเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

ซึ่งฤทธิ์นี้จะอยู่หลังจากการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำจะพบว่า ระยะเวลาของฤทธิ์จะอยู่ยาวนานขึ้น โดยเลือกเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ฯลฯ หรือการออกกำลังกายประเภทไหนก็ได้ที่ทำให้อัตราการเต้นของชีพจร มีค่าเท่ากับ 64 – 74%

โดยใช้สูตรคำนวณ 220 – อายุ x 64% สำหรับคนอายุ 40 ปี = (220 – อายุ) x 64% = 115 ครั้ง/นาที และไม่เกิน (220 – อายุ) x 74% = 133 ครั้ง/นาที

เพื่อให้ผลดีที่สุด ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันใน 1 อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป การออกกำลังกายมีผลทำให้โอกาสเป็นโรคหวัดน้อยลง และยังพบว่าทำให้ระยะเวลาเจ็บป่วยสั้นลงด้วย

แต่ไม่ควรออกกำลังกายนานเกิน 90 นาที/1 ครั้ง เพราะ อาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. เสริมภูมิต้านทาน ด้วยอาหารรส เผ็ดร้อน ขม

อย่างที่บอกไปว่า ในช่วงปลายร้อนต้นฝนแบบนี้ อากาศจะแปรปรวนบ่อย ทำให้เราอาจเจ็บป่วยได้ง่ายๆ แถมยิ่งทำให้ร่างกายต้องการอาหาร ที่สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

ด้านกรมแพทย์แผนไทย ได้มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีรสเผ็ด ร้อน และขม เพื่อช่วยปรับสมดุล และเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของพริกไทย ดีปลี การระบาดของ ไวรัส Covid-19 และขมิ้น เพราะเป็นอาหารที่ให้ความร้อน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนอาหารรสขม เช่น มะระ และสะเดา จะช่วยให้ร่ายกายอบอุ่น และสร้างภูมิต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงอาหารจำพวกที่ให้ความเย็น เช่น หัวปลี ฟัก หรือแฟง เพราะจะเข้าไปเพิ่มความเย็นให้กับร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยง่ายขึ้นได้นั่นเอง

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง “…ความทรงจำทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป…”

คำพูดจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่คุณซอฟท์ผู้หญิงร่างเล็กยกขึ้นมาพูดกับเราในขณะที่นั่งพูดคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในห้างดังของกรุงเทพฯคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนก็มักจะหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่แสนสดใสที่นึกถึงทีไรก็มักจะสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าได้เสมอเพราะชีวิตในวัยเด็กมีแต่ความสนุกและเสียงหัวเราะจากใจจริงที่ผู้ใหญ่ต้องการไม่น้อยเพราะการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราจินตนาการไว้ในวัยเด็ก

มีหลายๆอย่างที่เรามักจะนึกถึงเวลาหวนย้อนไปยังความทรงจำวัยเด็กของเล่นที่เล่นกับเพื่อนข้างบ้าน ขนมที่กินวัยเด็กวีรกรรมแสนปวดหัวที่แม่มักจะกุมขมับการ์ตูนจากดิสนีย์คลับที่ต้องตื่นมาดูทุกเช้าวันเสาร์กับพี่นัทพี่แนนหรือแม้ละครตอนเย็นช่อง 7 ที่ตัวละครมักจะมีพลังพิเศษสิ่งเหล่านี้ทำให้เรายิ้มได้เสมอเวลานึกถึง ราวกับว่าเราสามารถย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กตัวน้อยในวันนั้นได้อีกครั้ง

ในยุคที่ซีรีส์เกาหลีได้รับความสนใจอย่างมากจากคนไทยมีซีรีส์อยู่หนึ่งเรื่องที่สามารถสะกิดต่อมความคิดถึงในวัยเด็กของเราได้ นั่นคือ“Reply1988”ที่ใครหลายคนดูก็มักจะพูดเหมือนกันว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เกิด “ความคิดถึง” และ “ความอบอุ่นหัวใจ”

“Reply1988” เป็นซีรีส์ที่ใช้ปีค.ศ.1988 เป็นปีพื้นหลังของเรื่องชาวเกาหลีถือว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญต่อประเทศของตนเองมากเพราะเป็นปีที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคซึ่งถือว่าเป็นการเปิดประตูบ้านเพื่อให้ชาวโลกได้ทำความรู้จักวัฒนธรรมของตนเองความพิเศษของการดู Reply1988คือเหมือนเราได้นั่งฟังซ็องด็อกซอนเล่าเรื่องของตนเองในชีวิตวัยเด็กที่หมู่บ้านซังมุนดงเป็นการเล่าเรื่องแบบ throw back กลับไปในวัยเด็กของเขาและคนในหมู่บ้านแน่นอนว่าหัวใจของ Reply1988ก็ยังคงนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นที่เน้นไปเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวมิตรภาพของเพื่อนและความรักของเพื่อนบ้าน ทั้ง 5 ครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ในเวลาใกล้เคียงกัน คอยช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กันทำให้ซังมุนดงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความอบอุ่น

นอกจากความพิเศษในการเล่าเรื่องแบบ throwback ของซีรีส์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนับว่าเป็นความฉลาดของทีมเขียนบทในการให้ความสำคัญกับตัวละครด้วยเพราะทุกตัวละครไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพ่อแม่หรือกลุ่มของลูกๆทุกตัวละครมีความสำคัญและมีเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นของตัวเองมีการเล่าเรื่องของแต่ละคนในแต่ละตอนเพื่อให้เห็นเรื่องราวของตัวละครนั้นๆ แต่ก็ไม่ลืมให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นในตอนนั้นด้วยแม้แต่ตัวละครสมทบอย่างเพื่อนของนางเอกก็มีเรื่องราวที่น่าค้นหาเป็นของตัวเองและยังได้รับโอกาสให้มาสร้างสีสันในฉากสำคัญด้วยทำให้เห็นว่าตัวละครทุกตัวอยู่บนเส้นตรงที่เท่ากัน ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีละครหรือซีรีส์เรื่องไหนที่เขียนบทหรือเล่าเรื่องออกมาแบบนี้อย่างแน่นอน

การคาดเดาพระเอกในเรื่องของซีรีส์ตระกูลReplyถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของซีรีส์ตระกูลนี้ Reply1988ก็เช่นกันที่การคาดเดาพระเอกของเรื่องยังคงทำหน้าที่สร้างความตื่นเต้นและการคาดเดาของคนดูเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครเป็นพระเอกจนกว่าเราจะดูซีรีส์จนถึงตอนที่ 20 คนดูต่างสนุกกับการคาดเดาและเชียร์ตัวละครที่ชอบไม่ว่าจะเป็น

จองฮวันชายหนุ่มมาดเท่, ซอนอู ชายหนุ่มผู้อบอุ่น, ดงรยง ผู้ชายรักความสนุก, ชเวเท็กชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสา หรืออาจจะไม่ใช่คนที่เอ่ยชื่อมาเลยก็ได้จึงทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องก็เพลงประกอบซีรีส์ที่สะกิดต่อมคิดถึงของคนดูเมื่อบทซีรีส์ที่ดีบวกกับเพลงที่ไพเราะ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือความสมบูรณ์แบบของอารมณ์ที่ดึงอารมณ์ของคนดูให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านซังมุนดงเพลงในเรื่องนี้จะเป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย แต่ท่วงทำนองดนตรีและ Melodyของเพลงนั้นออกแนวเก่าๆฟังแล้วภาพขาวดำหรือภาพฟิล์มเก่าๆในยุคนั้นจะฉายเข้ามาในหัวทำให้เราเห็นสังคมในสมัยนั้นได้ดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าซีรีส์จะจบไปแล้วแต่ทุกครั้งที่กลับมาฟังเพลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น A Little girl,Hyehwadong หรือแม้แต่เพลงความหมายลึกซึ้งอย่าง Don’t worry,My dear. ภาพรอยยิ้มและเหตุการณ์ในเรื่องตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 20 ก็จะวนฉายกลับมาอีกครั้งราวกับว่าเป็นมิวสิควิดีโอที่มีความยาวของเพลงในเรื่อง

กระแสก่อนการออกอากาศของReply1988 ในช่วงแรกนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนเกาหลีจำนวนมากเนื่องจากนักแสดงรุ่นลูกไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายหรือยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควรและบทนางเอกยังได้นักร้องมาแสดงชาวเน็ตเกาหลีจึงยังไม่เชื่อฝีมือการแสดงเท่าไรนัก เมื่อซีรีส์ออกกอากาศไปแล้วนักแสดงชุดนี้สามารถลบคำสบประมาทที่มีก่อนหน้านั้นได้อย่างราบคาบถือว่าผลตอบรับจากคนดูเป็นไปในทางที่ดีมาก และมีสิ่งที่เป็นตัวการันตีว่า Reply1988ประสบความสำเร็จคือเรทติ้งของเรื่องนี้เริ่มต้นตอนแรกที่ 6.1และจบด้วยเรทติ้งที่ 18.8 ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับช่องเคเบิ้ลทีวีของเกาหลีใต้ทำให้Reply1988 ได้รับรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในงานประกาศรางวัล BeaksangArt Award 2016,

คุณชินวอนโฮซึ่งเป็นผู้กำกับของเรื่องนี้ก็ยังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมคุณรยูจุนยอลได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย นอกจากรางวัลในประเทศแล้วในงานประกาศรางวัล Top Chinese Award ที่ประเทศจีนคุณพัคโบกอมก็ได้คว้ารางวัล Best International Artist อีกทั้งReply1988 ยังสร้างชื่อให้กับนักแสดงในเรื่องนี้เป็นรู้จักของคนในประเทศรวมทั้งประเทศไทยอีกด้วย  ดูหนังออนไลน์ และได้รับโอกาสให้แสดงฝีมือด้านการแสดงในเรื่องอื่นๆมากขึ้น

Reply1988 ไม่เพียงแค่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการเคเบิ้ลทีวีเท่านั้นแต่ยังเปลี่ยนความรู้สึกของชายหนุ่มคนหนึ่งจากความบังเอิญเป็นความรักโดยไม่รู้ตัวคุณโอม-อำพล สวัสดิภักดิ์ ผู้ที่ไม่เคยมีความคิดที่จะแตะซีรีส์เกาหลีเลย แต่ด้วยความที่ว่างจากการสอบกลางภาคจึงมีโอกาสได้ดู Reply1988 ผ่านทางช่อง one จนต้องไปหาดูซับไทยต่อให้จบเพราะไม่อยากมีความรู้สึกค้างคาใจกับซีรีส์เรื่องนี้จนอินกับซีรีส์เรื่องนี้อยู่ร่วมเดือนจนต้องไปเสิร์ชถามในพันทิปว่าทำอย่างไรให้เลิกอินกับซีรีส์และคุณโอมยังยกให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่ซีรีส์เกาหลีที่หนึ่งในใจอีกด้วย

“อินกับมิตรภาพของเพื่อนดูปุ๊บรู้สึกอยากกลับบ้าน คิดถึงยาย คิดถึงแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงแม้กระทั่งหมาคิดถึงทุกอย่างที่เป็นที่บ้านอ่ะ แล้วยิ่งกับเป็นหมู่เพื่อนใช่ไหมอย่างเราอย่างเนี้ย ตั้งแต่โตมาเราไม่เคยมีเพื่อนอย่างนี้มาก่อนเลยอาจจะมีแบบว่าเด็กๆก็เล่นด้วยกัน โตมาก็แบบแยกกันไปแล้วแต่อันนี้มันแบบว่าเด็กๆก็อยู่ด้วยกันโตมาก็อยู่ด้วยกันและทำงานก็ยังคบกันอยู่อะไรแบบนี้ซึ่งมันหายาก ทำให้เราอินมาก”

ไม่ใช่เพียงคุณโอมเท่านั้นที่ซาบซึ้งกับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะคุณซอฟท์แวร์กรกมล ลีลาวัชรกุล ผู้ดูแลแฟนเพจเฟซบุคชื่อดัง Korseries ซึ่งถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ตัวจริงของซีรีส์เกาหลีก็ประทับใจกับซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน

“มันเหมือนเป็นการปลูกฝังให้คุณรู้สึกว่าให้ความสำคัญกับครอบครัวให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้าน เพราะว่ามันเป็นสังคมที่ดีมากๆที่ทุกคนช่วยเหลือกันมันควรเป็นภาพที่แบบว่าในอุดมคติที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะว่าทุกวันนี้สังคมเรามันอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ฉันก็จะทำอันนี้ของฉัน ใครจะทำไม แต่อันนี้มันทำให้เราจะทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วยแล้วก็เรื่องครอบครัวต้องให้ความสำคัญ เพื่อนก็อยู่ด้วยกันมามันก็จะต้องมีความผูกพันกับเพื่อนมันทำให้เรารู้สึกคิดถึงเพื่อนที่แบบรู้จักกันตอนเด็กๆ”

Reply1988 อาจเป็นเพียงซีรีส์หนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงของคนดูเพียงเท่านั้นแต่ถ้าหากเราลองใช้ใจสัมผัสในทุกๆการดำเนินเรื่อง เราจะพบว่าซีรีส์เรื่องเรื่องนี้สอดแทรกประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในอดีตของเกาหลีใต้ทั้งทางการเมืองทางกฎหมายผ่านเนื้อเรื่องและตัวละครโดยที่เราซึมซับเข้าไปโดยที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เลยและซีรีส์เรื่องนี้ยังเปรียบเสมือนตัวแทนความคิดของคนเป็นพ่อแม่ที่เฝ้ามองดูลูกทุกก้าวเดินของชีวิตในวันที่อายุของเราเพิ่มมากขึ้น แต่พ่อแม่ก็ยังมองว่าเราเป็นเด็กน้อย 5 ขวบที่อยากให้เราเรียกหาท่านเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือเสมอมากกว่านั้นคนดูจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของในหมู่บ้านซังมุนดงโดยไม่รู้ตัวคนดูจะได้เรียนรู้ตัวละคร เติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกช่วงชีวิตคนดูจะได้เข้าเรียนไปพร้อมกับซอนอู กลับบ้านพร้อมกับจองฮวันไปเล่นสนุกพร้อมกับดงรยง ไปตามเชียร์แท็คแข่งหมากล้อมและค้นหาความฝันไปพร้อมกับด็อกซอน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคุณจะรู้สึกผูกพันกับทุกตัวละครและเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจนไม่อยากให้ตอนจบเดินทางมาถึง

จนตอนนี้ Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง เดินทางมาถึงตอนจบแล้วเราคงต้องเอ่ยคำลาเพื่อนๆซังมุนดงทุกคนเพื่อแยกย้ายกันไปตามที่เราแต่ละคนเลือกเดินเราหวังว่าสักวันเรากับเพื่อนๆในวัยเด็กและเพื่อนบ้านที่น่ารักจะกลับมาพบกันอีกครั้งแต่อย่าได้กังวลว่าเราจะลืมทุกคน เพราะทุกครั้งที่เรากลับมาดูซีรีส์เรื่องนี้หรือกลับมาฟังเพลงของเรื่องนี้อีกครั้งภาพของทุกคนในซังมุนดงจะชัดเจนในความทรงจำของเราเสมอ

ขอประเดิม ด้วยซีรีย์เกาหลีที่เราชอบมากที่สุดตั้งแต่ดูซีรีย์มาจนถึงตอนนี้ Reply 1988 (응답하라 1988) ซีรีย์ที่ว่าด้วยความรัก ครอบครัว มิตรภาพ วัยเยาว์ และความทรงจำ ซึ่งล้วนถูกทักทอในชีวิตของแต่ละคน

จะเป็นไรไหม ถ้าไม่มีความฝัน ?

นี่คือคำถามที่เราได้หลังจากดูตอนที่ด๊อกซอนคุยกับพ่อเรื่องความฝัน ด๊อกซอน อิจฉาเพื่อนๆของเธอที่มีความฝันในการใช้ชีวิต และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แม้ความฝันเหล่านั้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเพื่อนๆมุ่งไปข้างหน้า ในขณะที่เธอนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และคำถามนี้ก็วนเวียนอยู่กับเราจนกระทั่งจบเรื่อง ในฐานะที่เราก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิต อาจจะพอเทียบเคียงได้กับด๊อกซอนในตอนนั้น อยู่ๆความฝัน สิ่งที่เราคิดอยากจะทำและมีความสุขในการทำมาตลอด 4-5 ปี ก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในการทำอีกต่อไป เราไม่รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไรอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และต้องการอะไร ถึงแม้จะมีคนมากมายคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆขณะที่เรากำลัง struggle แต่ Reply 1988 โดยเฉพาะด๊อกซอน ก็ทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องมีความฝันในตอนนี้ก็ได้ ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ ไปกับปัจจุบัน ไปกับอนาคต ไปกับอดีต ไปกับเพื่อนๆ กับครอบครัว บางทีความฝันก็อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากเท่ากับผู้คนรอบข้าง คนเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้ความรู้สึกต่างๆมีคุณค่า

เรารู้สึกว่าคำว่า ‘ความฝัน’ ถูกให้ค่ากับชีวิตในช่วงวัยรุ่นมากๆ ยิ่งคนใน generation เรา ที่ทุกคนให้ค่าคนที่ทำตามความฝัน ยิ่งทำให้ความฝันถูกให้ค่ามากขึ้น และในขณะเดียวกัน คนที่ไม่มีความฝันจึงถูกมองว่าใช้ชีวิตแปลกแยก เราคิดว่าใครๆก็อยากมีความฝันกันทั้งนั้น ถ้ายังไม่มี หรือมีแล้วแต่ไม่มีความสุข ก็เปลี่ยน หรือไม่ต้องมีมันก็ได้ หาไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความสุขของเรา เราก็ควรจะเป็นคนที่ให้ค่ามันเอง

ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่ได้อยู่ในวัยที่สมควรจะมองย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ และมีความสุขกับอดีต เหมือนๆกับแก๊งซังมุนดงในตอนจบ แต่การที่เรามีอดีต มีคนให้คิดถึง เมื่อคิดย้อนกลับไป ก็ทำให้ชีวิตในวันนี้ของเรามีความสุขไม่น้อย เมื่อได้นึกย้อนกลับไปในช่วงที่เล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ทำอะไรบ้าๆบอๆ ตอนที่ทะเลาะกับพ่อแม่พี่น้อง ได้กินอาหารที่ชอบร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข หรือไม่มีความสุข แต่หากได้มองย้อนกลับไป ก็อดอมยิ้มไปกับความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้

appreciation post หรือ review post ถึงซีรีย์เรื่องนี้เท่านั้น เราอยากตั้งคำถามและตอบตัวเองกับสิ่งที่เราคิดได้ระหว่างดู และหลังจากดูซีรีย์ มาช่วยกันตั้งคำถามและตอบได้นะ ถ้าดูแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ตาม hashtag เลย #ดูแล้วได้อะไร เราเองถ้าคิดอะไรเพิ่มได้ ก็จะเข้ามาเขียนเรื่อยๆ

“Reply 1988” คือซีรี่ส์เกาหลีที่โด่งดังมากในช่วงระหว่างปลายปี 2015 ถึงต้นปี 2016 ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์

แน่นอนว่าธีมหลักของซีรี่ส์เรื่องนี้นั้นไม่แตกต่างจาก “Reply 1997” และ “Reply 1994” ที่มาก่อนหน้า นั่นคือภารกิจการตามหา “สามี” ให้ตัวละครนำหญิง ในบรรยากาศย้อนรำลึกโหยหาอดีต

แม้จะเป็นภาคสุดท้าย/ล่าสุดของซีรี่ส์ชุด “Reply” แต่ “Reply 1988” กลับเป็นเรื่องแรกสุดในไตรภาคนี้ที่ผมมีโอกาสได้ดูจนจบด้วยความประทับใจ

หากพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า “Reply 1988” นั้นกล่าวพาดพิงถึงประเด็นทางสังคมหนักๆ เช่นเดียวกับ “หนังเกาหลีร่วมสมัย” หลายเรื่อง

อาทิ การอาศัยอยู่ใน “บ้านชั้นใต้ดิน” ของครอบครัวนางเอกในซีรี่ส์เรื่องนี้ ก็คล้ายคลึงกับชะตากรรมปากกัดตีนถีบของกลุ่มตัวละครหลักใน “Parasite”

หรือจะมีตัวละครสมทบรายหนึ่ง ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง คนดูน่าจะประเมินว่าเธอทำหน้าที่ “แม่-เมีย” ได้ไม่สมบูรณ์นัก ก่อนที่เธอจะเริ่มมีตัวตนมากขึ้นในช่วงท้ายๆ และบทพูดหนึ่งที่ชวนขบคิด ก็คือ การเผยความในใจว่าเธออยากเป็นตัวของเธอเอง โดยให้คนอื่นๆ เรียกชื่อเสียงเรียงนามอันแท้จริง มากกว่าจะถูกเพื่อนบ้านพากันเรียกขานว่าเธอเป็น “แม่ของ…”

ประเด็นนี้ชวนให้นึกถึงหนังแนวสตรีนิยมเรื่อง “Kim Ji-young, Born 1982” อยู่ไม่น้อย

แต่น่าสนใจว่า ในภาพรวม “Reply 1988” ได้พยายามนำเอาประเด็นขัดแย้งเคร่งเครียดจริงจังเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็น “ละครดราม่า” รสชาติกลมกล่อม ซึ่งชูรสด้วยอารมณ์โรแมนติก ความอบอุ่น และอารมณ์ขันเบาๆ ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือการกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ และอารมณ์เก็บกดกดดันต่างๆ

ดูเหมือนผู้ชมหลายคนจะรู้สึกอินกับ “วัตถุความทรงจำ” หรือ “วัฒนธรรมป๊อปในความทรงจำ” เช่น แฟชั่นเครื่องแต่งกาย เทปเพลง วิดีโอ หนัง/ละครเก่า เพลงเก่า โปสเตอร์เก่า ตู้เกม ของเล่น คอมพิวเตอร์รุ่นโน้น ฯลฯ ที่ปรากฏในซีรี่ส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่ผมเห็นว่า “Reply 1988” นำเสนอไว้ได้ดีไม่น้อย คือ ภาวะเปลี่ยนผ่านของ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “องค์ความรู้ของยุคสมัย” บางประการ ในตอนที่แม่ของ “ด็อกซอน” (นางเอก) ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะรอลุ้นผลการตัดชิ้นเนื้อจากเต้านมไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

ณ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น ทำให้เราตระหนักว่าโรคภัยดังกล่าวเคยเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลมากๆ เพียงใด สำหรับสตรีผู้เข้าตรวจสุขภาพและสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ

ก่อนที่ต่อมา พัฒนาการทางด้านสาธารณสุขจะจัดการกับปัญหาสุขภาพเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปวดหัวไมเกรนตอนเป็นประจำเดือน

จากปัจจัยที่ กระตุ้น อาการไมเกรน ดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการมากเลยทีเดียว หากใครกำลังใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง



มีการศึกษาพบว่า โรคปวดหัวไมเกรน มักสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีเมนส์ 1 วัน จนถึง 3 วันหลังมีเมนส์วันแรก เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดต่ำลงรวดเร็วในช่วงนั้น ยิ่งประจำเดือนมาก บางคนก็ยิ่งปวดหัวมาก

Law School ชีวิตนักเรียนกฎหมาย

ชื่อเรื่อง: Law School
ชื่อภาษาเกาหลี: 로스쿨
ชื่ออื่น ๆ: ชีวิตนักเรียนกฎหมาย
ประเภท: กฎหมาย , ดราม่า

เรื่องย่อ: บอกเล่าเรื่องราวของอาจารย์และนักศึกษาในโรงเรียนกฎหมายชื่อดังที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมที่ผิดปกติ Law School

อดีตอัยการที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนกฎหมายระดับชั้นนำ เขาเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากและดูเหมือนจะชอบจิกกัดผู้คนรอบข้างด้วยคำพูดอยู่อย่างสม่ำเสมอ นักเรียนจึงไม่ค่อยชอบเขามากนักด้วยสาเหตุนี้ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไรกับเขา ส่วนตัวของ ยังจงฮุน มุ่งหวังที่จะปลูกฝังบุคลาการทางด้านกฎหมายให้มีการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อสังคมรอบด้าน

ผู้กำกับ: คิมซอกยุน
ผู้เขียนบท: ซออิน
นักแสดงนำ: คิมมยองมิน , คิมบอม , รยูฮเยยอง , อีจองอึน

สถานีออกอากาศ: JTBC
จำนวนตอน: 16

ออกอากาศเมื่อ: 14 เมษายน – 9 มิถุนายน 2021
วันออกอากาศ: พุธ & พฤหัสบดี
เวลาออกอากาศ: 21:00 น. (เวลาเกาหลี)
เรตติ้งเฉลี่ย: 5.31% (AGB Nielsen Ratings)

ยังจงฮุน รับบทโดย คิมมยองมิน
อัยการชื่อดังที่กลายมาเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายอาญา แต่ด้วยการที่เขาเป็นคนตรงไปตรงมาและมักปล่อยคำพูดจิกกัดบ่อย ๆ ทำให้เขาเป็นอาจารย์อันดับหนึ่งที่นักเรียนพากันหลีกเลี่ยง

ฮันจุนฮวี รับบทโดย คิมบอม
นักศึกษากฎหมายปี 1 ที่มีเสน่ห์ หน้าตาหล่อเหลา เรียนเก่ง และมีความเป็นผู้นำ แต่เขากำลังปิดบังความลับอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

คังซอล รับบทโดย รยูฮเยยอง
นักศึกษากฎหมายปี 1 ที่พยายามฟันฝ่าความยากจนและความโชคร้ายด้วยการเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย แต่เมื่อเธอได้เข้ามาเรียนที่นี่ เธอก็อยู่ท่ามกลางเหล่านักเรียนกฎหมายที่ทั้งเก่งและร่ำรวย ทำให้เธอรู้สึกอับอายทุกครั้งเมื่อถูกเปรียบเทียบ

คิมอึนซุก รับบทโดย อีจองอึน
อาจารย์ด้านกฎหมายแพ่งที่ยังจงฮุนไว้วางใจ ในอดีตเธอเคยเป็นหัวหน้าคลีนิคกฎหมายของสถาบันศึกษากฎหมายที่ให้บริการด้านกฎหมายฟรี ปัจจุบันเธอกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงทั้งในชั้นศาลและโรงเรียนกฎหมาย เนื่องจากอำนาจและบุคลิกที่รักอิสระของเธอ

หลังออนแอร์เพียงไม่กี่ตอน ‘Law School(2021) ก็กลายเป็น K-series ที่สร้างไวรัลเขย่าโซเชียลฯ ได้ชั่วข้ามคืน เจ้าของฉายา “ซีรีส์อ่านซับไม่ทันแห่งปี” เพราะนอกจากบทพูดจะรัวเร็ว ฉะฉานพ่นตัวบทกฎหมายใส่กันเป็นชุดๆ (ให้อารมณ์เหมือนจอห์น วิค เปลี่ยนมารัวกฎหมายอาญาแทนการสาดกระสุน) เปิดฉากด้วยคดีฆาตกรรมปริศนาในมหาวิทยาลัย ก่อนพาผู้ชมร่วมสืบคดีไปกับเรื่องราวซับซ้อนในแต่ละ EP ที่ทุกตัวละครหลักอาจมีแรงจูงใจในการฆาตกรรมจนคุณคาดเดา ‘ฆาตกร’ ตัวจริงไม่ถูกเลยล่ะ!

แม้จะไม่ได้เรียนนิติศาสตร์หรือเป็นนักกฎหมาย คุณก็ดูซีรีส์ Law School รู้เรื่องแน่นอน (แนะนำให้มองข้ามคลังศัพท์กฎหมายที่ซับซ้อนตลอดซีรีส์ หรือแม้แต่ความเกินเบอร์ของตัวละครบางซีนที่ดูไม่สมจริงเท่าไหร่) โดยเฉพาะคนที่ชอบซีรีส์แนวสืบสวนและไขคดีฆาตกรรมปริศนาน่าจะถูกใจเป็นพิเศษ ซีรีส์เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงซีรีส์อเมริกัน ‘How to Get Away with Murder’ (2014-2020) เมื่อนักศึกษาด้านกฎหมายและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเสียเอง แตกต่างกันตรงวิธีในการเล่าเรื่องและปมของแต่ละตัวละครเรามัดรวมประเด็นเด็ดเกี่ยวกับ Law School ที่จะช่วยให้คุณอินกับซีรีส์เรื่องนี้มากขึ้น

ปริศนาการตายของอาจารย์ซอบยองจู
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยฉากการพิจารณาคดีจำลอง ในโรงเรียนกฎหมายมหาวิทยาลัยฮันกุก ระหว่างพักพิจารณาคดีมีนักศึกษาคนหนึ่งพบศพซอบยองจู (รับบทโดยอันแนซัง) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยตายปริศนาในห้องพักตัวเอง ก่อนจะเปิดตัวนักแสดงนำ‘ยางจงฮุน’ (รับบทโดยคิมมยองมิน)อดีตอัยการมากฝีมือที่เป็นคู่ปรับเก่าของซอบยองจู ผู้ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนกฎหมาย และเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมซอบยองจูอีกด้วยอีพีแรกเราจะเห็นการฟาดฟันด้วยการตีความตัวบทกฎหมาย ระหว่างอาจารย์ยางจงฮุนและเหล่านักศึกษาระดับหัวกะทิ ที่แต่ละตัวละครล้วนมี‘ความน่าสงสัย’ และมี‘เบื้องหลัง’ ที่ชวนให้ขบคิด

ใครกันแน่ที่อยากให้ซอบยองจูได้รับการลงโทษถึงชีวิต!

การฟาดฟันของทีมนักแสดง‘ตัวเทพ’ ทั้งรุ่นเยาว์VS รุ่นเก๋า
หลังสลัดร่างน้องชายสุดแสบของจิ้งจอกเก้าหางในซีรีส์‘Tale of the Nine Tailed’คิมบอมก็พลิกบทหนุ่มขี้เล่นมาเป็น ‘ฮันจุนฮวี’นักศึกษากฎหมายชั้นปีที่ 1 ระดับหัวกะทิที่สอบเนติรอบสองผ่าน (สอบกฎหมายทนายความ) ร่วมกันฝ่าฟันชั้นเรียนสุดโหดของอาจารย์ยางจงฮุน พร้อมตามสืบคดีฆาตกรรมปริศนากับเพื่อนๆ ที่ทั้งเก่งและฉลาดที่สุดในรุ่นเลยก็ว่าได้ คาแรคเตอร์ที่ดูมั่นใจของฮันจุนฮวีจะตรงกันข้ามกับคังซลเอ (รับบทโดย รยูฮเยยอง จาก Reply 1988) หญิงสาวที่เอาชนะความลำบากยากจนและสอบติดคณะกฎหมายตามที่ฝันไว้ แต่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

กองทัพนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือไม่ธรรมดา ได้แก่ ‘อีซูคยอง’ (จาก Where Stars Land) รับบทเป็นคังซลบีสาวมั่นที่มีชื่อเล่นเหมือน ‘คังซลเอ’ หากแต่ต้นทุนชีวิตและความมั่นใจแตกต่างกัน‘อีดาวิด’ (จากItaewon Class) รับบทเป็นซอจีโฮ นักศึกษาที่เปิดฉากมาด้วยต้นทุนชีวิตดีและจบลงแบบติดลบรวมถึงใบหน้าสวยสะกดของ‘โกยุนจอง’ (จาก Sweet Home)ฟากนักแสดงรุ่นเก๋าก็โดดเด่นไม่แพ้กันนำโดย ‘คิมมยองมิน’ (นักแสดงคู่บุญของผู้กำกับฯ‘คิมซอกยุน’ เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Detective K: Secret of The Living Dead) รวมถึง‘อีจองอึน’ (จาก Parasite) รับบทอาจารย์สอนกฎหมายแพ่งผู้มีความสามารถหลากหลาย และเป็นคนสนิทเพียงคนเดียวของจงฮุน สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ผู้กำกับฯ มากฝีมือ‘คิมซอกยุน’VS นักเขียนบทคุณภาพ
ชื่อชั้นของผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้อย่าง ‘คิมซอกยุน’ ผู้คว่ำหวอดในแวดวง K-series และวงการบันเทิงของเกาหลีใต้มากว่า 15 ปี พร้อมฝากผลงานชิ้นเด็ดมาแล้วมากมาย เช่น The Light in Your Eyes หรือ Dazzling (2019), Detective K: Secret of the Living Dead (2014)และ My Wife’s Having an Affair (2016) ประกบคู่กับนักเขียนบท ‘ซออิน’ ที่แม้จะเคยฝากผลงานการเขียนบทไว้เพียงเรื่องเดียว แต่ก็ได้ชื่อว่าแน่นด้วยคุณภาพอย่าง Nothing to Lose (2017) ทำให้ Law School เป็นอีกหนึ่งซีรีส์คุณภาพที่เข้มข้นไม่แพ้เรื่องอื่นแห่งปี 2021

อย่าไว้ใจใครใน ‘Law School’
นอกเหนือจากการฟาดฟันด้วยกฎหมาย (ที่ผู้ชมอาจจะตามทันบ้าง-ไม่ทันบ้าง) ซีรีส์เรื่องนี้ยังมอบความบันเทิงทั้งตื่นเต้นและน่าติดตามอย่างมาก ระหว่างตามหาฆาตกรตัวจริงผู้ชมจะตั้งคำถามไปกับเรื่องราวซับซ้อนของตัวละครลับในแต่ละ EP ที่ผูกเงื่อนปมใหม่อยู่ตลอดเวลา และหากสังเกตสีหน้าของตัวละครดีๆ คุณจะพบพิรุธจนทำให้เราฉุกคิดว่า บางทีฮันจุนฮวีและยูซึงแจ (รับบทโดย ฮยอนอู) นักศึกษาแพทย์อนาคตไกลที่ผันตัวเองมาเรียนกฎหมายอย่างมีเงื่อนงำ หรือแม้แต่แววตาของตัวละครอื่นๆ ช่างน่าสงสัยไปหมด จนเราอยากให้คุณสวมบทนักสืบโคนันแล้วค่อยๆ ไขปริศนาคดีฆาตกรรมไปกับทุกตัวละคร…
แต่จำไว้ว่า อย่าเผลอไว้ใจใครในLaw Schoolก็แล้วกัน!

SeriesLaw School
รับชมได้ทาง:Netflixและ JTBC
ช่วงเวลาออนแอร์:14 เมษายน – 3 มิถุนายน 2564 (ทั้งหมด 16 ตอน)
วันและเวลาในการฉาย: สตรีมมิ่งได้ทุกวันพุธและพฤหัสบดี21.00 น. (เวลาเกาหลี)

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

การตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต ต้องประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ มีหลายวิธี ได้แก่

  • ตรวจปัสสาวะ หากพบเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก แพทย์อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นนิ่วในไต
  • ตรวจเลือด ผู้ป่วยนิ่วในไตมักมีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดมากเกินไป
  • เอกซเรย์ช่องท้อง ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วบริเวณทางเดินปัสสาวะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วขนาดเล็ก
  • อัลตราซาวนด์ไต ช่วยตรวจหาก้อนนิ่วในไตได้ชัดเจน
  • ตรวจเอกซเรย์ไตด้วยการฉีดสี (IVP) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการเกิดนิ่วในไตและช่วยให้สามารถวางแผนเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำ

***การตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติมต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์