ภูมิดีเรารอด! 6 วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค

ในช่วงนี้นอกจาก การระบาดของ ไวรัส Covid-19 แล้ว ยังเป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน เพราะ อากาศจะร้อนชื้น จากฝนที่ตกลงมา ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย วันนี้ เราจึงมี วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค ที่ช่วยเสริมให้ร่างกายของคุณแข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันเลย!

1. ออกกำลังกาย เสริมภูมิต้านทานได้ดีเยี่ยม!

การออกกำลังกายเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

ซึ่งฤทธิ์นี้จะอยู่หลังจากการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำจะพบว่า ระยะเวลาของฤทธิ์จะอยู่ยาวนานขึ้น โดยเลือกเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ฯลฯ หรือการออกกำลังกายประเภทไหนก็ได้ที่ทำให้อัตราการเต้นของชีพจร มีค่าเท่ากับ 64 – 74%

โดยใช้สูตรคำนวณ 220 – อายุ x 64% สำหรับคนอายุ 40 ปี = (220 – อายุ) x 64% = 115 ครั้ง/นาที และไม่เกิน (220 – อายุ) x 74% = 133 ครั้ง/นาที

เพื่อให้ผลดีที่สุด ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันใน 1 อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป การออกกำลังกายมีผลทำให้โอกาสเป็นโรคหวัดน้อยลง และยังพบว่าทำให้ระยะเวลาเจ็บป่วยสั้นลงด้วย

แต่ไม่ควรออกกำลังกายนานเกิน 90 นาที/1 ครั้ง เพราะ อาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. เสริมภูมิต้านทาน ด้วยอาหารรส เผ็ดร้อน ขม

อย่างที่บอกไปว่า ในช่วงปลายร้อนต้นฝนแบบนี้ อากาศจะแปรปรวนบ่อย ทำให้เราอาจเจ็บป่วยได้ง่ายๆ แถมยิ่งทำให้ร่างกายต้องการอาหาร ที่สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

ด้านกรมแพทย์แผนไทย ได้มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีรสเผ็ด ร้อน และขม เพื่อช่วยปรับสมดุล และเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของพริกไทย ดีปลี การระบาดของ ไวรัส Covid-19 และขมิ้น เพราะเป็นอาหารที่ให้ความร้อน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนอาหารรสขม เช่น มะระ และสะเดา จะช่วยให้ร่ายกายอบอุ่น และสร้างภูมิต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงอาหารจำพวกที่ให้ความเย็น เช่น หัวปลี ฟัก หรือแฟง เพราะจะเข้าไปเพิ่มความเย็นให้กับร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยง่ายขึ้นได้นั่นเอง

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง “…ความทรงจำทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป…”

คำพูดจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่คุณซอฟท์ผู้หญิงร่างเล็กยกขึ้นมาพูดกับเราในขณะที่นั่งพูดคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในห้างดังของกรุงเทพฯคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนก็มักจะหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่แสนสดใสที่นึกถึงทีไรก็มักจะสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าได้เสมอเพราะชีวิตในวัยเด็กมีแต่ความสนุกและเสียงหัวเราะจากใจจริงที่ผู้ใหญ่ต้องการไม่น้อยเพราะการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราจินตนาการไว้ในวัยเด็ก

มีหลายๆอย่างที่เรามักจะนึกถึงเวลาหวนย้อนไปยังความทรงจำวัยเด็กของเล่นที่เล่นกับเพื่อนข้างบ้าน ขนมที่กินวัยเด็กวีรกรรมแสนปวดหัวที่แม่มักจะกุมขมับการ์ตูนจากดิสนีย์คลับที่ต้องตื่นมาดูทุกเช้าวันเสาร์กับพี่นัทพี่แนนหรือแม้ละครตอนเย็นช่อง 7 ที่ตัวละครมักจะมีพลังพิเศษสิ่งเหล่านี้ทำให้เรายิ้มได้เสมอเวลานึกถึง ราวกับว่าเราสามารถย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กตัวน้อยในวันนั้นได้อีกครั้ง

ในยุคที่ซีรีส์เกาหลีได้รับความสนใจอย่างมากจากคนไทยมีซีรีส์อยู่หนึ่งเรื่องที่สามารถสะกิดต่อมความคิดถึงในวัยเด็กของเราได้ นั่นคือ“Reply1988”ที่ใครหลายคนดูก็มักจะพูดเหมือนกันว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เกิด “ความคิดถึง” และ “ความอบอุ่นหัวใจ”

“Reply1988” เป็นซีรีส์ที่ใช้ปีค.ศ.1988 เป็นปีพื้นหลังของเรื่องชาวเกาหลีถือว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญต่อประเทศของตนเองมากเพราะเป็นปีที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคซึ่งถือว่าเป็นการเปิดประตูบ้านเพื่อให้ชาวโลกได้ทำความรู้จักวัฒนธรรมของตนเองความพิเศษของการดู Reply1988คือเหมือนเราได้นั่งฟังซ็องด็อกซอนเล่าเรื่องของตนเองในชีวิตวัยเด็กที่หมู่บ้านซังมุนดงเป็นการเล่าเรื่องแบบ throw back กลับไปในวัยเด็กของเขาและคนในหมู่บ้านแน่นอนว่าหัวใจของ Reply1988ก็ยังคงนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นที่เน้นไปเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวมิตรภาพของเพื่อนและความรักของเพื่อนบ้าน ทั้ง 5 ครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ในเวลาใกล้เคียงกัน คอยช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กันทำให้ซังมุนดงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความอบอุ่น

นอกจากความพิเศษในการเล่าเรื่องแบบ throwback ของซีรีส์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนับว่าเป็นความฉลาดของทีมเขียนบทในการให้ความสำคัญกับตัวละครด้วยเพราะทุกตัวละครไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพ่อแม่หรือกลุ่มของลูกๆทุกตัวละครมีความสำคัญและมีเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นของตัวเองมีการเล่าเรื่องของแต่ละคนในแต่ละตอนเพื่อให้เห็นเรื่องราวของตัวละครนั้นๆ แต่ก็ไม่ลืมให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นในตอนนั้นด้วยแม้แต่ตัวละครสมทบอย่างเพื่อนของนางเอกก็มีเรื่องราวที่น่าค้นหาเป็นของตัวเองและยังได้รับโอกาสให้มาสร้างสีสันในฉากสำคัญด้วยทำให้เห็นว่าตัวละครทุกตัวอยู่บนเส้นตรงที่เท่ากัน ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีละครหรือซีรีส์เรื่องไหนที่เขียนบทหรือเล่าเรื่องออกมาแบบนี้อย่างแน่นอน

การคาดเดาพระเอกในเรื่องของซีรีส์ตระกูลReplyถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของซีรีส์ตระกูลนี้ Reply1988ก็เช่นกันที่การคาดเดาพระเอกของเรื่องยังคงทำหน้าที่สร้างความตื่นเต้นและการคาดเดาของคนดูเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครเป็นพระเอกจนกว่าเราจะดูซีรีส์จนถึงตอนที่ 20 คนดูต่างสนุกกับการคาดเดาและเชียร์ตัวละครที่ชอบไม่ว่าจะเป็น

จองฮวันชายหนุ่มมาดเท่, ซอนอู ชายหนุ่มผู้อบอุ่น, ดงรยง ผู้ชายรักความสนุก, ชเวเท็กชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสา หรืออาจจะไม่ใช่คนที่เอ่ยชื่อมาเลยก็ได้จึงทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องก็เพลงประกอบซีรีส์ที่สะกิดต่อมคิดถึงของคนดูเมื่อบทซีรีส์ที่ดีบวกกับเพลงที่ไพเราะ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือความสมบูรณ์แบบของอารมณ์ที่ดึงอารมณ์ของคนดูให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านซังมุนดงเพลงในเรื่องนี้จะเป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย แต่ท่วงทำนองดนตรีและ Melodyของเพลงนั้นออกแนวเก่าๆฟังแล้วภาพขาวดำหรือภาพฟิล์มเก่าๆในยุคนั้นจะฉายเข้ามาในหัวทำให้เราเห็นสังคมในสมัยนั้นได้ดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าซีรีส์จะจบไปแล้วแต่ทุกครั้งที่กลับมาฟังเพลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น A Little girl,Hyehwadong หรือแม้แต่เพลงความหมายลึกซึ้งอย่าง Don’t worry,My dear. ภาพรอยยิ้มและเหตุการณ์ในเรื่องตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 20 ก็จะวนฉายกลับมาอีกครั้งราวกับว่าเป็นมิวสิควิดีโอที่มีความยาวของเพลงในเรื่อง

กระแสก่อนการออกอากาศของReply1988 ในช่วงแรกนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนเกาหลีจำนวนมากเนื่องจากนักแสดงรุ่นลูกไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายหรือยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควรและบทนางเอกยังได้นักร้องมาแสดงชาวเน็ตเกาหลีจึงยังไม่เชื่อฝีมือการแสดงเท่าไรนัก เมื่อซีรีส์ออกกอากาศไปแล้วนักแสดงชุดนี้สามารถลบคำสบประมาทที่มีก่อนหน้านั้นได้อย่างราบคาบถือว่าผลตอบรับจากคนดูเป็นไปในทางที่ดีมาก และมีสิ่งที่เป็นตัวการันตีว่า Reply1988ประสบความสำเร็จคือเรทติ้งของเรื่องนี้เริ่มต้นตอนแรกที่ 6.1และจบด้วยเรทติ้งที่ 18.8 ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับช่องเคเบิ้ลทีวีของเกาหลีใต้ทำให้Reply1988 ได้รับรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในงานประกาศรางวัล BeaksangArt Award 2016,

คุณชินวอนโฮซึ่งเป็นผู้กำกับของเรื่องนี้ก็ยังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมคุณรยูจุนยอลได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย นอกจากรางวัลในประเทศแล้วในงานประกาศรางวัล Top Chinese Award ที่ประเทศจีนคุณพัคโบกอมก็ได้คว้ารางวัล Best International Artist อีกทั้งReply1988 ยังสร้างชื่อให้กับนักแสดงในเรื่องนี้เป็นรู้จักของคนในประเทศรวมทั้งประเทศไทยอีกด้วย  ดูหนังออนไลน์ และได้รับโอกาสให้แสดงฝีมือด้านการแสดงในเรื่องอื่นๆมากขึ้น

Reply1988 ไม่เพียงแค่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการเคเบิ้ลทีวีเท่านั้นแต่ยังเปลี่ยนความรู้สึกของชายหนุ่มคนหนึ่งจากความบังเอิญเป็นความรักโดยไม่รู้ตัวคุณโอม-อำพล สวัสดิภักดิ์ ผู้ที่ไม่เคยมีความคิดที่จะแตะซีรีส์เกาหลีเลย แต่ด้วยความที่ว่างจากการสอบกลางภาคจึงมีโอกาสได้ดู Reply1988 ผ่านทางช่อง one จนต้องไปหาดูซับไทยต่อให้จบเพราะไม่อยากมีความรู้สึกค้างคาใจกับซีรีส์เรื่องนี้จนอินกับซีรีส์เรื่องนี้อยู่ร่วมเดือนจนต้องไปเสิร์ชถามในพันทิปว่าทำอย่างไรให้เลิกอินกับซีรีส์และคุณโอมยังยกให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่ซีรีส์เกาหลีที่หนึ่งในใจอีกด้วย

“อินกับมิตรภาพของเพื่อนดูปุ๊บรู้สึกอยากกลับบ้าน คิดถึงยาย คิดถึงแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงแม้กระทั่งหมาคิดถึงทุกอย่างที่เป็นที่บ้านอ่ะ แล้วยิ่งกับเป็นหมู่เพื่อนใช่ไหมอย่างเราอย่างเนี้ย ตั้งแต่โตมาเราไม่เคยมีเพื่อนอย่างนี้มาก่อนเลยอาจจะมีแบบว่าเด็กๆก็เล่นด้วยกัน โตมาก็แบบแยกกันไปแล้วแต่อันนี้มันแบบว่าเด็กๆก็อยู่ด้วยกันโตมาก็อยู่ด้วยกันและทำงานก็ยังคบกันอยู่อะไรแบบนี้ซึ่งมันหายาก ทำให้เราอินมาก”

ไม่ใช่เพียงคุณโอมเท่านั้นที่ซาบซึ้งกับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะคุณซอฟท์แวร์กรกมล ลีลาวัชรกุล ผู้ดูแลแฟนเพจเฟซบุคชื่อดัง Korseries ซึ่งถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ตัวจริงของซีรีส์เกาหลีก็ประทับใจกับซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน

“มันเหมือนเป็นการปลูกฝังให้คุณรู้สึกว่าให้ความสำคัญกับครอบครัวให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้าน เพราะว่ามันเป็นสังคมที่ดีมากๆที่ทุกคนช่วยเหลือกันมันควรเป็นภาพที่แบบว่าในอุดมคติที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะว่าทุกวันนี้สังคมเรามันอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ฉันก็จะทำอันนี้ของฉัน ใครจะทำไม แต่อันนี้มันทำให้เราจะทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วยแล้วก็เรื่องครอบครัวต้องให้ความสำคัญ เพื่อนก็อยู่ด้วยกันมามันก็จะต้องมีความผูกพันกับเพื่อนมันทำให้เรารู้สึกคิดถึงเพื่อนที่แบบรู้จักกันตอนเด็กๆ”

Reply1988 อาจเป็นเพียงซีรีส์หนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงของคนดูเพียงเท่านั้นแต่ถ้าหากเราลองใช้ใจสัมผัสในทุกๆการดำเนินเรื่อง เราจะพบว่าซีรีส์เรื่องเรื่องนี้สอดแทรกประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในอดีตของเกาหลีใต้ทั้งทางการเมืองทางกฎหมายผ่านเนื้อเรื่องและตัวละครโดยที่เราซึมซับเข้าไปโดยที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เลยและซีรีส์เรื่องนี้ยังเปรียบเสมือนตัวแทนความคิดของคนเป็นพ่อแม่ที่เฝ้ามองดูลูกทุกก้าวเดินของชีวิตในวันที่อายุของเราเพิ่มมากขึ้น แต่พ่อแม่ก็ยังมองว่าเราเป็นเด็กน้อย 5 ขวบที่อยากให้เราเรียกหาท่านเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือเสมอมากกว่านั้นคนดูจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของในหมู่บ้านซังมุนดงโดยไม่รู้ตัวคนดูจะได้เรียนรู้ตัวละคร เติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกช่วงชีวิตคนดูจะได้เข้าเรียนไปพร้อมกับซอนอู กลับบ้านพร้อมกับจองฮวันไปเล่นสนุกพร้อมกับดงรยง ไปตามเชียร์แท็คแข่งหมากล้อมและค้นหาความฝันไปพร้อมกับด็อกซอน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคุณจะรู้สึกผูกพันกับทุกตัวละครและเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจนไม่อยากให้ตอนจบเดินทางมาถึง

จนตอนนี้ Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง เดินทางมาถึงตอนจบแล้วเราคงต้องเอ่ยคำลาเพื่อนๆซังมุนดงทุกคนเพื่อแยกย้ายกันไปตามที่เราแต่ละคนเลือกเดินเราหวังว่าสักวันเรากับเพื่อนๆในวัยเด็กและเพื่อนบ้านที่น่ารักจะกลับมาพบกันอีกครั้งแต่อย่าได้กังวลว่าเราจะลืมทุกคน เพราะทุกครั้งที่เรากลับมาดูซีรีส์เรื่องนี้หรือกลับมาฟังเพลงของเรื่องนี้อีกครั้งภาพของทุกคนในซังมุนดงจะชัดเจนในความทรงจำของเราเสมอ

ขอประเดิม ด้วยซีรีย์เกาหลีที่เราชอบมากที่สุดตั้งแต่ดูซีรีย์มาจนถึงตอนนี้ Reply 1988 (응답하라 1988) ซีรีย์ที่ว่าด้วยความรัก ครอบครัว มิตรภาพ วัยเยาว์ และความทรงจำ ซึ่งล้วนถูกทักทอในชีวิตของแต่ละคน

จะเป็นไรไหม ถ้าไม่มีความฝัน ?

นี่คือคำถามที่เราได้หลังจากดูตอนที่ด๊อกซอนคุยกับพ่อเรื่องความฝัน ด๊อกซอน อิจฉาเพื่อนๆของเธอที่มีความฝันในการใช้ชีวิต และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แม้ความฝันเหล่านั้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเพื่อนๆมุ่งไปข้างหน้า ในขณะที่เธอนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และคำถามนี้ก็วนเวียนอยู่กับเราจนกระทั่งจบเรื่อง ในฐานะที่เราก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิต อาจจะพอเทียบเคียงได้กับด๊อกซอนในตอนนั้น อยู่ๆความฝัน สิ่งที่เราคิดอยากจะทำและมีความสุขในการทำมาตลอด 4-5 ปี ก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในการทำอีกต่อไป เราไม่รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไรอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และต้องการอะไร ถึงแม้จะมีคนมากมายคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆขณะที่เรากำลัง struggle แต่ Reply 1988 โดยเฉพาะด๊อกซอน ก็ทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องมีความฝันในตอนนี้ก็ได้ ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ ไปกับปัจจุบัน ไปกับอนาคต ไปกับอดีต ไปกับเพื่อนๆ กับครอบครัว บางทีความฝันก็อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากเท่ากับผู้คนรอบข้าง คนเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้ความรู้สึกต่างๆมีคุณค่า

เรารู้สึกว่าคำว่า ‘ความฝัน’ ถูกให้ค่ากับชีวิตในช่วงวัยรุ่นมากๆ ยิ่งคนใน generation เรา ที่ทุกคนให้ค่าคนที่ทำตามความฝัน ยิ่งทำให้ความฝันถูกให้ค่ามากขึ้น และในขณะเดียวกัน คนที่ไม่มีความฝันจึงถูกมองว่าใช้ชีวิตแปลกแยก เราคิดว่าใครๆก็อยากมีความฝันกันทั้งนั้น ถ้ายังไม่มี หรือมีแล้วแต่ไม่มีความสุข ก็เปลี่ยน หรือไม่ต้องมีมันก็ได้ หาไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความสุขของเรา เราก็ควรจะเป็นคนที่ให้ค่ามันเอง

ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่ได้อยู่ในวัยที่สมควรจะมองย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ และมีความสุขกับอดีต เหมือนๆกับแก๊งซังมุนดงในตอนจบ แต่การที่เรามีอดีต มีคนให้คิดถึง เมื่อคิดย้อนกลับไป ก็ทำให้ชีวิตในวันนี้ของเรามีความสุขไม่น้อย เมื่อได้นึกย้อนกลับไปในช่วงที่เล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ทำอะไรบ้าๆบอๆ ตอนที่ทะเลาะกับพ่อแม่พี่น้อง ได้กินอาหารที่ชอบร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข หรือไม่มีความสุข แต่หากได้มองย้อนกลับไป ก็อดอมยิ้มไปกับความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้

appreciation post หรือ review post ถึงซีรีย์เรื่องนี้เท่านั้น เราอยากตั้งคำถามและตอบตัวเองกับสิ่งที่เราคิดได้ระหว่างดู และหลังจากดูซีรีย์ มาช่วยกันตั้งคำถามและตอบได้นะ ถ้าดูแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ตาม hashtag เลย #ดูแล้วได้อะไร เราเองถ้าคิดอะไรเพิ่มได้ ก็จะเข้ามาเขียนเรื่อยๆ

“Reply 1988” คือซีรี่ส์เกาหลีที่โด่งดังมากในช่วงระหว่างปลายปี 2015 ถึงต้นปี 2016 ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์

แน่นอนว่าธีมหลักของซีรี่ส์เรื่องนี้นั้นไม่แตกต่างจาก “Reply 1997” และ “Reply 1994” ที่มาก่อนหน้า นั่นคือภารกิจการตามหา “สามี” ให้ตัวละครนำหญิง ในบรรยากาศย้อนรำลึกโหยหาอดีต

แม้จะเป็นภาคสุดท้าย/ล่าสุดของซีรี่ส์ชุด “Reply” แต่ “Reply 1988” กลับเป็นเรื่องแรกสุดในไตรภาคนี้ที่ผมมีโอกาสได้ดูจนจบด้วยความประทับใจ

หากพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า “Reply 1988” นั้นกล่าวพาดพิงถึงประเด็นทางสังคมหนักๆ เช่นเดียวกับ “หนังเกาหลีร่วมสมัย” หลายเรื่อง

อาทิ การอาศัยอยู่ใน “บ้านชั้นใต้ดิน” ของครอบครัวนางเอกในซีรี่ส์เรื่องนี้ ก็คล้ายคลึงกับชะตากรรมปากกัดตีนถีบของกลุ่มตัวละครหลักใน “Parasite”

หรือจะมีตัวละครสมทบรายหนึ่ง ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง คนดูน่าจะประเมินว่าเธอทำหน้าที่ “แม่-เมีย” ได้ไม่สมบูรณ์นัก ก่อนที่เธอจะเริ่มมีตัวตนมากขึ้นในช่วงท้ายๆ และบทพูดหนึ่งที่ชวนขบคิด ก็คือ การเผยความในใจว่าเธออยากเป็นตัวของเธอเอง โดยให้คนอื่นๆ เรียกชื่อเสียงเรียงนามอันแท้จริง มากกว่าจะถูกเพื่อนบ้านพากันเรียกขานว่าเธอเป็น “แม่ของ…”

ประเด็นนี้ชวนให้นึกถึงหนังแนวสตรีนิยมเรื่อง “Kim Ji-young, Born 1982” อยู่ไม่น้อย

แต่น่าสนใจว่า ในภาพรวม “Reply 1988” ได้พยายามนำเอาประเด็นขัดแย้งเคร่งเครียดจริงจังเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็น “ละครดราม่า” รสชาติกลมกล่อม ซึ่งชูรสด้วยอารมณ์โรแมนติก ความอบอุ่น และอารมณ์ขันเบาๆ ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือการกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ และอารมณ์เก็บกดกดดันต่างๆ

ดูเหมือนผู้ชมหลายคนจะรู้สึกอินกับ “วัตถุความทรงจำ” หรือ “วัฒนธรรมป๊อปในความทรงจำ” เช่น แฟชั่นเครื่องแต่งกาย เทปเพลง วิดีโอ หนัง/ละครเก่า เพลงเก่า โปสเตอร์เก่า ตู้เกม ของเล่น คอมพิวเตอร์รุ่นโน้น ฯลฯ ที่ปรากฏในซีรี่ส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่ผมเห็นว่า “Reply 1988” นำเสนอไว้ได้ดีไม่น้อย คือ ภาวะเปลี่ยนผ่านของ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “องค์ความรู้ของยุคสมัย” บางประการ ในตอนที่แม่ของ “ด็อกซอน” (นางเอก) ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะรอลุ้นผลการตัดชิ้นเนื้อจากเต้านมไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

ณ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น ทำให้เราตระหนักว่าโรคภัยดังกล่าวเคยเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลมากๆ เพียงใด สำหรับสตรีผู้เข้าตรวจสุขภาพและสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ

ก่อนที่ต่อมา พัฒนาการทางด้านสาธารณสุขจะจัดการกับปัญหาสุขภาพเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปวดหัวไมเกรนตอนเป็นประจำเดือน

จากปัจจัยที่ กระตุ้น อาการไมเกรน ดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการมากเลยทีเดียว หากใครกำลังใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง



มีการศึกษาพบว่า โรคปวดหัวไมเกรน มักสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีเมนส์ 1 วัน จนถึง 3 วันหลังมีเมนส์วันแรก เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดต่ำลงรวดเร็วในช่วงนั้น ยิ่งประจำเดือนมาก บางคนก็ยิ่งปวดหัวมาก

Law School ชีวิตนักเรียนกฎหมาย

ชื่อเรื่อง: Law School
ชื่อภาษาเกาหลี: 로스쿨
ชื่ออื่น ๆ: ชีวิตนักเรียนกฎหมาย
ประเภท: กฎหมาย , ดราม่า

เรื่องย่อ: บอกเล่าเรื่องราวของอาจารย์และนักศึกษาในโรงเรียนกฎหมายชื่อดังที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมที่ผิดปกติ Law School

อดีตอัยการที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนกฎหมายระดับชั้นนำ เขาเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากและดูเหมือนจะชอบจิกกัดผู้คนรอบข้างด้วยคำพูดอยู่อย่างสม่ำเสมอ นักเรียนจึงไม่ค่อยชอบเขามากนักด้วยสาเหตุนี้ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไรกับเขา ส่วนตัวของ ยังจงฮุน มุ่งหวังที่จะปลูกฝังบุคลาการทางด้านกฎหมายให้มีการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อสังคมรอบด้าน

ผู้กำกับ: คิมซอกยุน
ผู้เขียนบท: ซออิน
นักแสดงนำ: คิมมยองมิน , คิมบอม , รยูฮเยยอง , อีจองอึน

สถานีออกอากาศ: JTBC
จำนวนตอน: 16

ออกอากาศเมื่อ: 14 เมษายน – 9 มิถุนายน 2021
วันออกอากาศ: พุธ & พฤหัสบดี
เวลาออกอากาศ: 21:00 น. (เวลาเกาหลี)
เรตติ้งเฉลี่ย: 5.31% (AGB Nielsen Ratings)

ยังจงฮุน รับบทโดย คิมมยองมิน
อัยการชื่อดังที่กลายมาเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายอาญา แต่ด้วยการที่เขาเป็นคนตรงไปตรงมาและมักปล่อยคำพูดจิกกัดบ่อย ๆ ทำให้เขาเป็นอาจารย์อันดับหนึ่งที่นักเรียนพากันหลีกเลี่ยง

ฮันจุนฮวี รับบทโดย คิมบอม
นักศึกษากฎหมายปี 1 ที่มีเสน่ห์ หน้าตาหล่อเหลา เรียนเก่ง และมีความเป็นผู้นำ แต่เขากำลังปิดบังความลับอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

คังซอล รับบทโดย รยูฮเยยอง
นักศึกษากฎหมายปี 1 ที่พยายามฟันฝ่าความยากจนและความโชคร้ายด้วยการเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย แต่เมื่อเธอได้เข้ามาเรียนที่นี่ เธอก็อยู่ท่ามกลางเหล่านักเรียนกฎหมายที่ทั้งเก่งและร่ำรวย ทำให้เธอรู้สึกอับอายทุกครั้งเมื่อถูกเปรียบเทียบ

คิมอึนซุก รับบทโดย อีจองอึน
อาจารย์ด้านกฎหมายแพ่งที่ยังจงฮุนไว้วางใจ ในอดีตเธอเคยเป็นหัวหน้าคลีนิคกฎหมายของสถาบันศึกษากฎหมายที่ให้บริการด้านกฎหมายฟรี ปัจจุบันเธอกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงทั้งในชั้นศาลและโรงเรียนกฎหมาย เนื่องจากอำนาจและบุคลิกที่รักอิสระของเธอ

หลังออนแอร์เพียงไม่กี่ตอน ‘Law School(2021) ก็กลายเป็น K-series ที่สร้างไวรัลเขย่าโซเชียลฯ ได้ชั่วข้ามคืน เจ้าของฉายา “ซีรีส์อ่านซับไม่ทันแห่งปี” เพราะนอกจากบทพูดจะรัวเร็ว ฉะฉานพ่นตัวบทกฎหมายใส่กันเป็นชุดๆ (ให้อารมณ์เหมือนจอห์น วิค เปลี่ยนมารัวกฎหมายอาญาแทนการสาดกระสุน) เปิดฉากด้วยคดีฆาตกรรมปริศนาในมหาวิทยาลัย ก่อนพาผู้ชมร่วมสืบคดีไปกับเรื่องราวซับซ้อนในแต่ละ EP ที่ทุกตัวละครหลักอาจมีแรงจูงใจในการฆาตกรรมจนคุณคาดเดา ‘ฆาตกร’ ตัวจริงไม่ถูกเลยล่ะ!

แม้จะไม่ได้เรียนนิติศาสตร์หรือเป็นนักกฎหมาย คุณก็ดูซีรีส์ Law School รู้เรื่องแน่นอน (แนะนำให้มองข้ามคลังศัพท์กฎหมายที่ซับซ้อนตลอดซีรีส์ หรือแม้แต่ความเกินเบอร์ของตัวละครบางซีนที่ดูไม่สมจริงเท่าไหร่) โดยเฉพาะคนที่ชอบซีรีส์แนวสืบสวนและไขคดีฆาตกรรมปริศนาน่าจะถูกใจเป็นพิเศษ ซีรีส์เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงซีรีส์อเมริกัน ‘How to Get Away with Murder’ (2014-2020) เมื่อนักศึกษาด้านกฎหมายและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเสียเอง แตกต่างกันตรงวิธีในการเล่าเรื่องและปมของแต่ละตัวละครเรามัดรวมประเด็นเด็ดเกี่ยวกับ Law School ที่จะช่วยให้คุณอินกับซีรีส์เรื่องนี้มากขึ้น

ปริศนาการตายของอาจารย์ซอบยองจู
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยฉากการพิจารณาคดีจำลอง ในโรงเรียนกฎหมายมหาวิทยาลัยฮันกุก ระหว่างพักพิจารณาคดีมีนักศึกษาคนหนึ่งพบศพซอบยองจู (รับบทโดยอันแนซัง) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยตายปริศนาในห้องพักตัวเอง ก่อนจะเปิดตัวนักแสดงนำ‘ยางจงฮุน’ (รับบทโดยคิมมยองมิน)อดีตอัยการมากฝีมือที่เป็นคู่ปรับเก่าของซอบยองจู ผู้ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนกฎหมาย และเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมซอบยองจูอีกด้วยอีพีแรกเราจะเห็นการฟาดฟันด้วยการตีความตัวบทกฎหมาย ระหว่างอาจารย์ยางจงฮุนและเหล่านักศึกษาระดับหัวกะทิ ที่แต่ละตัวละครล้วนมี‘ความน่าสงสัย’ และมี‘เบื้องหลัง’ ที่ชวนให้ขบคิด

ใครกันแน่ที่อยากให้ซอบยองจูได้รับการลงโทษถึงชีวิต!

การฟาดฟันของทีมนักแสดง‘ตัวเทพ’ ทั้งรุ่นเยาว์VS รุ่นเก๋า
หลังสลัดร่างน้องชายสุดแสบของจิ้งจอกเก้าหางในซีรีส์‘Tale of the Nine Tailed’คิมบอมก็พลิกบทหนุ่มขี้เล่นมาเป็น ‘ฮันจุนฮวี’นักศึกษากฎหมายชั้นปีที่ 1 ระดับหัวกะทิที่สอบเนติรอบสองผ่าน (สอบกฎหมายทนายความ) ร่วมกันฝ่าฟันชั้นเรียนสุดโหดของอาจารย์ยางจงฮุน พร้อมตามสืบคดีฆาตกรรมปริศนากับเพื่อนๆ ที่ทั้งเก่งและฉลาดที่สุดในรุ่นเลยก็ว่าได้ คาแรคเตอร์ที่ดูมั่นใจของฮันจุนฮวีจะตรงกันข้ามกับคังซลเอ (รับบทโดย รยูฮเยยอง จาก Reply 1988) หญิงสาวที่เอาชนะความลำบากยากจนและสอบติดคณะกฎหมายตามที่ฝันไว้ แต่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

กองทัพนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือไม่ธรรมดา ได้แก่ ‘อีซูคยอง’ (จาก Where Stars Land) รับบทเป็นคังซลบีสาวมั่นที่มีชื่อเล่นเหมือน ‘คังซลเอ’ หากแต่ต้นทุนชีวิตและความมั่นใจแตกต่างกัน‘อีดาวิด’ (จากItaewon Class) รับบทเป็นซอจีโฮ นักศึกษาที่เปิดฉากมาด้วยต้นทุนชีวิตดีและจบลงแบบติดลบรวมถึงใบหน้าสวยสะกดของ‘โกยุนจอง’ (จาก Sweet Home)ฟากนักแสดงรุ่นเก๋าก็โดดเด่นไม่แพ้กันนำโดย ‘คิมมยองมิน’ (นักแสดงคู่บุญของผู้กำกับฯ‘คิมซอกยุน’ เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Detective K: Secret of The Living Dead) รวมถึง‘อีจองอึน’ (จาก Parasite) รับบทอาจารย์สอนกฎหมายแพ่งผู้มีความสามารถหลากหลาย และเป็นคนสนิทเพียงคนเดียวของจงฮุน สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ผู้กำกับฯ มากฝีมือ‘คิมซอกยุน’VS นักเขียนบทคุณภาพ
ชื่อชั้นของผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้อย่าง ‘คิมซอกยุน’ ผู้คว่ำหวอดในแวดวง K-series และวงการบันเทิงของเกาหลีใต้มากว่า 15 ปี พร้อมฝากผลงานชิ้นเด็ดมาแล้วมากมาย เช่น The Light in Your Eyes หรือ Dazzling (2019), Detective K: Secret of the Living Dead (2014)และ My Wife’s Having an Affair (2016) ประกบคู่กับนักเขียนบท ‘ซออิน’ ที่แม้จะเคยฝากผลงานการเขียนบทไว้เพียงเรื่องเดียว แต่ก็ได้ชื่อว่าแน่นด้วยคุณภาพอย่าง Nothing to Lose (2017) ทำให้ Law School เป็นอีกหนึ่งซีรีส์คุณภาพที่เข้มข้นไม่แพ้เรื่องอื่นแห่งปี 2021

อย่าไว้ใจใครใน ‘Law School’
นอกเหนือจากการฟาดฟันด้วยกฎหมาย (ที่ผู้ชมอาจจะตามทันบ้าง-ไม่ทันบ้าง) ซีรีส์เรื่องนี้ยังมอบความบันเทิงทั้งตื่นเต้นและน่าติดตามอย่างมาก ระหว่างตามหาฆาตกรตัวจริงผู้ชมจะตั้งคำถามไปกับเรื่องราวซับซ้อนของตัวละครลับในแต่ละ EP ที่ผูกเงื่อนปมใหม่อยู่ตลอดเวลา และหากสังเกตสีหน้าของตัวละครดีๆ คุณจะพบพิรุธจนทำให้เราฉุกคิดว่า บางทีฮันจุนฮวีและยูซึงแจ (รับบทโดย ฮยอนอู) นักศึกษาแพทย์อนาคตไกลที่ผันตัวเองมาเรียนกฎหมายอย่างมีเงื่อนงำ หรือแม้แต่แววตาของตัวละครอื่นๆ ช่างน่าสงสัยไปหมด จนเราอยากให้คุณสวมบทนักสืบโคนันแล้วค่อยๆ ไขปริศนาคดีฆาตกรรมไปกับทุกตัวละคร…
แต่จำไว้ว่า อย่าเผลอไว้ใจใครในLaw Schoolก็แล้วกัน!

SeriesLaw School
รับชมได้ทาง:Netflixและ JTBC
ช่วงเวลาออนแอร์:14 เมษายน – 3 มิถุนายน 2564 (ทั้งหมด 16 ตอน)
วันและเวลาในการฉาย: สตรีมมิ่งได้ทุกวันพุธและพฤหัสบดี21.00 น. (เวลาเกาหลี)

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

การตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต ต้องประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ มีหลายวิธี ได้แก่

  • ตรวจปัสสาวะ หากพบเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก แพทย์อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นนิ่วในไต
  • ตรวจเลือด ผู้ป่วยนิ่วในไตมักมีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดมากเกินไป
  • เอกซเรย์ช่องท้อง ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วบริเวณทางเดินปัสสาวะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วขนาดเล็ก
  • อัลตราซาวนด์ไต ช่วยตรวจหาก้อนนิ่วในไตได้ชัดเจน
  • ตรวจเอกซเรย์ไตด้วยการฉีดสี (IVP) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการเกิดนิ่วในไตและช่วยให้สามารถวางแผนเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำ

***การตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติมต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์

Stand by Me Doraemon 2: ดราม่าเรียกน้ำตามาต่อเนื่อง

โนบิตะ พบตุ๊กตาหมีตัวเก่าที่เขาเคยเล่นสมัยเด็กอยู่ในห้อง ทำให้เขานึกถึงคุณย่าที่แสนใจดี พร้อมตัดสินใจชวนโดราเอมอนย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อพบกับคุณย่าอีกครั้ง จนเมื่อคุณย่าเอ่ยปากว่า “อยากจะพบกับเจ้าสาวของโนบิตะ” โดราเอมอนและโนบิตะจึงเดินทางไปในวันแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซึกะไป โนบิตะและโดราเอมอนจึงต้องช่วยกันตามหาเพื่อทำให้ความฝันของคุณย่าเป็นจริง

ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของฟูจิโกะ F ฟูจิโอะ จะมีการสร้างโดราเอม่อนในรูปแบบของภาพยนตร์ 3D CG แอนิเมชั่น ชื่อว่า “Stand by me Doraemon” กำหนดการฉายในญี่ปุ่นวันที่ 8 สิงหาคมนี้

เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ปกติแล้วโดราเอม่อนจะมีเป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมาทุกปี แต่ในปีนี้จะพิเศษด้วยการสร้างออกมาในรูปแบบ 3DCG ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ส่วนในไทยนั้นมีสิทธิ์ที่จะได้ชมค่อนข้างสูง (ลิขสิทธิ์คาดว่าจะเป็นของ Rose Media) สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ห่างมาถึง 6 ปีนับจากภาคแรกในชื่อ ‘Stand by Me Doraemon โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป’ ในปี 2014 ซึ่งจริงแล้วก็ถือว่าจบลงตัวในตัวเองอย่างมากแล้ว แต่ด้วยความนิยมของแอนิเมชัน 3 มิติชุดนี้ ทำให้ผู้กำกับ ยามาซากิ ทาเคชิ และ ยางิ ริวอิจิ จากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวมิตรภาพสุดซึ้งนี้ต่อ

และได้ออกฉายในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนบ้านเราก็กำลังจะเข้าฉายโปรแกรมปกติในวันที่ 6 เมษายนนี้ โดยมีรอบพิเศษจัดฉายมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1-5 เมษายนด้วย

ว่ากันตามจริงแล้วต้องบอกก่อนว่าความแตกต่างสำคัญระหว่าง Stand by Me Doraemon กับแอนิเมชันโดราเอมอนที่เป็นภาคการผจญภัยต่าง ๆ ซึ่งมีออกฉายมาแทบทุกปีนั้น หลัก ๆ คือกลุ่มผู้ชม เพราะในขณะที่แอนิเมชัน 2 มิติจะจับกลุ่มเด็กจริง ๆ ที่เน้นเรื่องของฉากการผจญภัยหวือหวา มีเพื่อนใหม่ของโนบิตะที่น่าสนใจซึ่งมักไม่ใช่คน เรียกว่าอัดแฟนตาซีจัดเต็มกว่า

แต่แอนิเมชัน 3 มิติ ในชุด Stand by Me Doraemon นั้น จะจับความสนใจ หรือความเข้าใจกับอดีตเด็ก หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันที่โตมากับการ์ตูนชุดโดราเอมอนได้ดีกว่า ทั้งด้วยเรื่องของฉากการผจญภัยที่จะไม่แฟนตาซีเท่า ดูมีความดราม่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกว่าและต้องอาศัยความเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้มุกการเล่าเรื่องก็ยังสามารถใส่ความซับซ้อนได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการย้อนเวลาแก้ไขอดีต-อนาคตไปมา ซึ่งที่ว่ามามันคือหนังแอนิเมชันสำหรับเด็กโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ดูนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ ‘Stand by Me Doraemon 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ ด้านเนื้อเรื่องนั้น ก็แอบประหลาดใจเล็กน้อยที่หนังมีความเชื่อมโยงแบบจับต้องได้กับหนังภาคแรก ซึ่งที่คาดไว้ทีแรกคือหนังน่าจะแยกกันจบในตัวแบบแอนิเมชัน 2 มิติที่แต่ละตอนไม่ต้องเชื่อมโยงกัน ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาถึง 6 ปี คนที่ดูภาคแรกก็น่าจะลืมรายละเอียดไปเยอะแล้ว ทว่าผู้สร้างก็คงความตั้งใจให้หนังชุดนี้มีความเป็นชุดสะสม ที่เรื่องราวต่อเนื่องเป็นหนังชุดเดียวกันนั่นเอง

เนื้อเรื่องที่โนบิตะอยากกลับไปหาคุณย่าเพราะเจอตุ๊กตาในวัยเด็ก (โดยนำเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนตอนที่ซึ้งที่สุดตอนหนึ่งมาใช้) และลากไปสู่ตอนที่โนบิตะในอนาคตหนีการแต่งงาน ทำให้โดราเอมอนต้องตามไปแก้ปัญหามีการข้ามเวลาไปมากันวุ่นวาย จึงเป็นการคิดเลือกเรื่องราวในตอนที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับครอบครัว (คุณย่า,คุณพ่อ,คุณแม่) มาเชื่อมกับครอบครัวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ (โนบิตะ กับชิสุกะ) นั้น ทำให้เราเห็นความพิถีพิถันของผู้สร้างอย่างดีทีเดียว อันนี้ชื่นชมมาก ๆ

ซึ่งฉากประมวลความสัมพันธ์ทั้งหมดค่อนปลายเรื่อง ลากยาวจนถึงจบนั้น ต้องบอกว่า ขยี้แล้วขยี้อีก อัดฉากซึ้ง ๆ คำพูดซึ้ง ๆ มารัว ๆ ฉากนี้ยังไม่น้ำตาซึมเหรอ ได้ งั้นต่อด้วยฉากนี้ ยังอีกเหรอ งั้นฉากนี้ล่ะ ..อารมณ์ประมาณนี้เลย ตรงนี้แล้วแต่คนเลย ใครอินอยู่แล้วก็น่าจะยิ่งชอบ แต่ในทางกลับกันใครไม่อินมุกแนวญี่ปุ่นขยี้เรียกน้ำตาก็คงรู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนา ทว่าด้วยความเป็นแอนิเมชันน่ารัก ๆ เราคงไม่รู้สึกไปรำคาญตัวละครเท่ากับหนังญี่ปุ่นคนแสดงอยู่ดี

ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็เป็นจุดที่เลี่ยงไม่ได้ ก็คงเป็นบรรดาความงี่เง่าของตัวโนบิตะเองที่ต้องมีเพื่อสร้างปัญหาให้เรื่องเดิน ซึ่งในหนังสือการ์ตูนเราอาจเคยชินกับมันอยู่แล้ว เพราะมักจะจบความงี่เง่าหนึ่ง ๆ ในตอนสั้น ๆ แต่พอมาเป็นหนังยาว ๆ แล้วยังเล่าด้วยความสมจริงมาก ๆ ไม่ค่อยแฟนตาซี บรรดาความงี่เง่าเหล่านั้นจึงอาจมากเกินพอดี

เราอาจทำใจได้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กประถมมันก็มีความไม่นิ่งทางอารมณ์ความคิดอยู่แล้ว นั่นก็พอเข้าใจได้ ในฉากที่โนบิตะกลับไปอดีตเจอตัวเองตอนเด็กกว่าทำตัวงี่เง่า โนบิตะก็โกรธ และนี่คือจุดสำคัญมาก ๆ ว่าตัวละครโนบิตะในปัจจุบันนั้นมีพัฒนาการมาก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ค่อยทำตัวงี่เง่า ซึ่งดีมาก ๆ ที่หนังเล่าได้แบบนี้ ทว่าพอไปเจอโนบิตะผู้ใหญ่ปรากฏว่าตัวโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ดันทำตัวงี่เง่าหนักกว่า มันทำให้ความรู้สึกตรรกะของหนังมันแปร่ง ๆ ไปหมด และกลายเป็นว่าเราอยู่กับความงี่เง่าของโนบิตะในทุกวัยแทบจะ 60% ของเรื่อง ซึ่งมันทรมานไม่น้อยทีเดียว

และแม้ท้ายสุดหนังจะหาทางออกและคลี่คลายได้ว่าทำไมโนบิตะจึงไม่ได้เรียนรู้พัฒนาความคิดอะไรขึ้นเลยหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อให้เนื้อหาของแอนิเมชันในอนาคตไม่แกว่ง แต่ในทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเขาทิ้งพัฒนาการของตัวละครไปแบบไม่ใยดีเกินไป เหมือนเวลากว่าชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา โนบิตะกลับไปเป็นเด็กงี่เง่าคนเดิมตอนต้นเรื่อง เนี่ยเสียดายสุด

อีกเรื่องที่น่าดีใจคือ แม้หนังจะมีบทสรุปจบในตัว แต่ก็ทิ้งเชื้อแบบเนียน ๆ ถึงภาค 3 ไว้ (ถ้าจะทำ) เพราะมีฉากหนึ่งที่โนบิตะกับโดราเอมอนเปิดดูอนาคต 1 ปีหลังวันแต่งงานและพบว่า… ซึ่งเราอาจหลงลืมไป และคิดว่าแก้ไขเหตุการณ์หมดแล้ว ทว่าในความจริงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เห็นนั้นก็จะยังคงอยู่ หากแต่โนบิตะกับโดราเอมอนเข้าใจผิดไปเองว่านั่นเกิดจากเหตุการณ์หนีการแต่งงานครั้งนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับโนบิตะหลังแต่งงานไปแล้ว 1 ปีกันแน่

จุดเด่น

ภาพที่สวยงามมาก ๆ อันนี้น่าจะไม่มีคนเถียง การเล่าเรื่องทั้งซึ้ง ตลกและอมยิ้มนั้นทำได้ดี เอาหลาย ๆ ตอนในหนังสือมายำได้ลงตัวมาก เล่าความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับคนรอบตัวโนบิตะได้ดีจริง ๆ และแนะนำเลย เพลงจบ เนื้อหาดีมากกกก

จุดสังเกต

ฉากขยี้เรียกน้ำตามารัว ๆ ใครไม่ชอบสไตล์นี้คงรู้สึกว่าหนังล้น ๆ ได้ และน่าเสียดายนิดที่โนบิตะในอนาคตไม่ค่อยมีซีนซึ้งกับโดราเอมอนนักทั้งที่ภาคก่อนก็เป็นปมใหญ่เหมือนกัน ที่ไม่ชอบสุดคงเป็นเวลาที่ให้กับความงี่เง่าของโนบิตะนั้นมาซะเยอะเชียวเรื่องนี้

★★★ = สนุกมาก ประทับใจ อยากดูซ้ำหรือมีภาคต่อก็จะตามดูอีก
★★☆ = สนุกโอเคเลย
★☆☆ = ธรรมดา พอดูฆ่าเวลาได้
☆☆☆ (ไม่มีดาว ) = ไม่สนุก ดูไม่จบ ไม่อยากดูต่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

  • ชื่อเรื่อง: STAND BY ME: ドラえもん 2
  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: STAND BY ME: Doraemon 2
  • วันฉาย: 20/11/2020 (ญี่ปุ่น), 6/4/2021 (ไทย)

6 ปีหลังจาก Doraemon STAND BY ME ภาคแรกในปี 2014 ด้วยกระแสตอบรับที่ดีมาก แผนการทำโดราเอม่อน เดอะ มูฟวี่ 3D ภาค 2 ได้เกิดขึ้น ด้วยทีมงานที่เกือบจะเป็นชุดเดิมทั้งหมดเลย และเป็นการฉลองครอบรอบ 50 ปีโดราเอม่อนอีกด้วย (จริงๆ ต้องในปี 2020 นะ ประเทศไทยฉายช้ากว่าญี่ปุ่นนิดหน่อย)

สาเหตุปวดคอปวดหลังเรื้อรัง

คนส่วนใหญ่ที่มี อาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรัง สาเหตุมักเกิดจาก โรคกระดูกสันหลัง ร่วมกับกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะกล้ามเนื้อแนวกระดูกสันหลังจะช่วยประคับประคองภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม

จนบางครั้งไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ปวดอย่างแท้จริง หากมีอาการปวดนานเกิน 1 เดือน ให้ตั้งสมมติฐานว่าสาเหตุที่ปวดอาจไม่ได้มาจากกล้ามเนื้ออักเสบเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโรคกระดูกสันหลังหรือสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย

มหาตำนานวีรบุรุษองครักษ์ นกฮูกผู้พิทักษ์แห่งกาฮูล

ฮูกน้อยน้องสาว  และที่นี่เองโซเรนได้ทราบตัวตนที่แท้จริงของ นกฮูกอัศวิน ในดวงใจของตน  ซึ่งพบว่า  อายุมากและพิการ หากแต่มีความกล้าหาญในการรบ และนกฮูกอัศวิน   ได้สอนให้เขาบินด้วยหัวใจในทุกสถานการณ์ และการเชื่อมั่นในสถานการณ์

กองทัพองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์   ถูกหลอกเข้าสู่วงล้อมแม่เหล็ก  และกำลังจะพ่ายแพ้  ฮูกน้องสาวของโซเรนได้ฟื้นคืนสติและบอกโซเรนว่า  กลุ่มองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์กำลังถูกหลอก  โซเรนและเพื่อน จึงตัดสินใจบินสู่สนามรบเพื่อช่วยเหลือฮูกองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์   ที่นี่เขาได้ใช้วิชาการบินที่ได้ฝึกฝนจากนกฮูกอัศวินในดวงใจ  ช่วยเหลือบรรดาฮูกองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์จากอำนาจแม่เหล็ก  ระหว่างความพยายามที่จะช่วยเหลือบรรดาฮูกองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์    โซเรนก็ถูกขัดขวางจากคลัดด์พี่ชาย  ในการต่อสู้ระหว่างโซเรนและคัลลด์นั้น  โซเรนคิดเสมอว่า  คลัดด์คือพี่ชายและต้องการนำพาคลัดด์จากเดอะ เพียว วันส์     หากแต่คลัดด์กลับคิดว่า  โซเรนคือศัตรูที่ต้องกำจัด  โอกาสเป็นของโซเรนที่สามารถหลีกหนีจากคลัดด์    และเข้าพลิกผันสถานการณ์การต่อสู้  ด้วยการช่วยเหลือฮูกอัศวินและเขาต่อสู้กับนกฮูกหัวหน้าของเดอะ เพียว วันส์  ทั้งยังสามารถปราบหัวหน้าเดอะ เพียว วันส์   จนเสียชีวิต  ทำให้กองทัพเดอะ เพียว วันส์     ต้องล่าถอยออกไปรวมทั้งคลัดด์พี่ชายที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในเดอะ เพียว วันส์

กองทัพองค์รักษ์แห่งกาฮูลว์   จึงเลี้ยงฉลองและยกย่องให้เกรียติแก่โซเรน  พร้อมเชิญพ่อกับแม่ของโซเรนมาร่วมงานด้วย   ทั้งหมดภาคภูมิใจในโอกาสสำคัญเช่นนี้ 

แต่ความริษยาของคลัดด์ทำให้เกิดผลร้ายกาจตามมา จนทำให้นกฮูกน้อยทั้งสองต้องตกลงมาจากบ้านซึ่งอยู่บนยอดไม้ เข้าสู่กรงเล็บของ Pure Ones ถึงคราวที่โซเรนจะต้องหลบหนีอย่างท้าทายด้วยความช่วยเหลือของบรรดานกฮูกที่กล้าหาญตัวอื่น ๆ

ต้องบินข้ามทะเลและฝ่าหมอกเพื่อเสาะหาผู้พิทักษ์

Soren is on a quest to save his world. He must travel great distances and battle fierce foes to do it. Should this have been called The Lord of the Owls?


หนังพูดถึงนกฮูกสองตัวคือโซเรนและ คลัดด์พี่ชายที่ขี้อิจฉา ถูกกลุ่มนกฮูกอันธพาลจับตัวไปเพื่อเป็นทาส แต่โซเรนหนีออกมาได้และได้หาช่องทางในการฝึกนกฮูกตัวอื่น ๆ เพื่อกลับไปแก้แค้นและเอาคืนพวกอันธพาล แต่เมื่อกลับไปโซเรนก็ต้องพบว่าพี่ชายของเขาไปอยู่เป็นพวกเดียวกับพวกนกฮูกอันธพาลซะแล้ว

หนังมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับนกฮูกสองตัวคือโซเรนเและคลัดด์เป็นที่ชายที่ขี้อิจฉา อยู่มาวันหนึ่งถูกจับไปโดยพวกอันธพาลแโซเรนหนีออกมาได้ พอจะกลับไปช่วยพี่ชายพร้อมกับแก้แค้น พี่ชายก็ดันกลายเป็นพวกเดียวกับพวกอันธพาล สิ่งที่แปลกใหม่และน่าสนใจคือการนำนกฮูกมาเป็นตัวแสดงปกติแล้วจะพบว่าเป็นนก หรือเป็นสัตว์ชนิดอื่นมากกว่านี่ก็เป็นความแปลกใหม่อย่างหนึ่ง และทำให้ผมตัดสินใจเข้าไปดูแบบสามมิติ เพราะต้องการดูเทคโนโลยี CG ในการเนรมิตนกฮูกให้ดูมีชีวิตที่เหมือนจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนกฮูกที่พูดได้นั้น ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเข้าไปใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ความสำคัญจริง ๆ คือคาแรกเตอร์ของนกฮูกที่ผู้กำกับเนรมิตรและสร้างขึ้นมาได้ดูน่ารักมาก ๆ คือทุกครั้งที่ดูการดำเนินเรื่องตลอดทั้งเรื่องคือยิ้มไปตามได้ทุกครั้ง

แต่ถึงจะเป็นหนังแอนิเมชั่นนกฮูกแต่สิ่งที่หนังไม่ลืมคือฉากแอ็กชั่นเนรมิตให้นกฮูกสู้การปะทะกันแล้ว การสู้กันของนกฮูกก็จะมีลีลาและท่วงท่าที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่น คือจะใช้ส่วนของร่างกายเป็นอาวุธได้ อย่างเช่นปากและกรงเล็บคือนำมาใช้ในการต่อสู้ได้อย่างสมจริงผมเลยคุยกับเพื่อน บอกว่าเออสู้กัน ดีกว่าไก่ชนอีก มันก็แน่อยู่แล้วไหมเพราะนี่คือนกฮูก สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

ค่อนข้างเหมาะสำหรับทุกคนโดยเฉพาะการพาเด็กไปดู เพราะหนังพยายามสอดแทรกเกี่ยวกับข้อคิดสอนใจเช่นความเป็นผู้นำ ความซื่อสัตย์รวมไปถึงความรักในพวกพ้องของตัวเอง สังเกตมั้ยครับว่าอนิเมชั่นส่วนมากมักจะมีคติสอนใจ ขอแทรกไว้เสมอเพื่อเป็นการสอดแทรกทัศนคติที่ดีเข้าไปให้แก่เด็ก

คือต้องยอมรับว่าในบางช่วง หนังอาจจะมีช่วงนิ่งไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ที่สำคัญคนส่วนมากมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะต้องการสัมผัสถึงจินตนาการ CG ของนกฮูกที่มีชีวิตสามารถพูดได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องมันก็จะต้องมีอืดบ้างมันก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร เพราะความน่าสนใจจริง ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้คือCG ครับ และถ้าหากใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง 300 ก็จะบอกได้เลยวันนี้ไม่เสียชื่อผู้กำกับแน่นอน เพราะ CG และความอลังการของภาพไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

คะแนนเนื้อเรื่อง 9/10 นอกจากจะมีพล็อตเรื่อง ที่ค่อนข้างน่าสนใจแล้วยังมี CG และงานภาพที่โดดเด่นรวมถึงประเด็นที่พยามสอดแทรกให้เด็ก ๆ ผมว่าค่อนข้างผ่านโดยเฉพาะคาแรกเตอร์ของนกฮูกอันนี้ชอบเป็นการส่วนตัวจริงๆ

ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

1.ความเป็นผู้นำของโซเรน หลังจากถูกจับไปเขาหนีออกมาได้และได้รวบรวมสมัครพรรคพวกนกฮูกด้วยกัน เพื่อมาเป็นกองทัพในการกลับไปต่อสู้กับพวกนกฮูกอันธพาลอีกครั้งเพื่อให้เกิดความสงบสุขในโหมดนกฮูกฝ่ายดีด้วยกัน

2. สงครามระหว่าง นกฮูก ปกติเราอาจจะเคยเหตุแค่นกตีกันแต่ครั้งนี้เราจะได้เห็นสงครามนกฮูกที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมและทำให้เห็นถึงหัวใจที่เข้มแข็งและกล้าแกร่งของนกฮูกตัวหนึ่งที่ต้องการเพื่ออิสรภาพในชีวิตทั้งหมดที่สงบสุข

หนังเหมาะกับเด็กและแนะนำว่าผู้ใหญ่ที่รักไปทำอยู่อนิเมชั่นเพราะวันที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะนอกจากความน่ารักของนกฮูกแล้วก็อย่าไปคติสอนใจและสอดแทรกให้ได้คิดตามเช่นกัน

หอแต๋วแตก แหกกระเจิง

(ยิ่งศักดิ์จงเลิศเจษฎาวงศ์) และมดดำ (เอกชัยศรีวิชัย) ต่างก็จากไป รวมทั้งสามพี่น้องที่ต้องย้ายออกและขายหอพักใหม่เพื่อทำธุรกิจหอพักต่อ แต่เช่นเดียวกับการหนีเตกีล่าเกย์สามคนในหอพักใหม่ต้องเผชิญหน้ากับผีของนางรำชื่ออุษามณี (สุดารัตน์บุตรพรม) และตรีชฎา (อภิญญาสกุลเจริญสุข) สามพี่น้องเกย์เล่นอ้อยควงกันหวังเล่นละครเจริญพร (อ่อน) ช่วยปราบผีอุษามณี แต่ดีกรีความตายนานกว่าผีอุษามณีผีแพนเค้กช่วยไม่ได้ ความโกลาหลและเสียงวุ่นวายปรากฏขึ้น

ดูหนังออนไลน์

การแปลผลตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ

การแปลผลตรวจ วิเคราะห์น้ำอสุจิ

การจะทราบว่าผลการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจินั้นปกติหรือไม่ องค์การอนามัยโลก (WHO criteria 2010) ได้กำหนดเกณฑ์ของการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิไว้ ดังนี้

  1. ปริมาณของน้ำอสุจิ ต้องมากกว่า หรือ เท่ากับ 1.5 มิลลิลิตร (> 1.5 ml.)
  2. ความเข้มข้นของตัวอสุจิ ต้องมากกว่า หรือ เท่ากับ 15 ล้านตัว / มิลลิลิตร (> 15 M/ml.)
  3. การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ต้องมากกว่า หรือ เท่ากับ ร้อยละ 40  (> 40%)
  4. รูปร่างอสุจิ / ตัวอสุจิที่ปกติ ต้องมากกว่า หรือ เท่ากับ ร้อยละ 4 (> 4%)

แทงบอลออนไลน์