โรคหวัด ฟ้าทะลายโจรนิยมใช้รักษาโรคไข้หวัด

โรคหวัด ฟ้าทะลายโจร นิยมใช้รักษา โรคไข้หวัด ตาม ตำราแพทย์แผนไทย มาตั้งแต่อดีต เนื่องจากมีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์หลายชนิด เช่น ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งมักเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น

จากการศึกษาเรื่องการวัดประสิทธิภาพการใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร เพื่อลดการเกิดโรคหวัด และบรรเทาอาการของโรคในผู้ป่วย 158 คน โดยให้กลุ่มทดลองรับประทานสารสกัดฟ้าทะลายโจร 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอกเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งจะมีการตรวจดูอาการผู้ป่วยก่อนเริ่มการทดลอง วันที่ 2 และวันที่ 4 ของการทดลองด้วยการตอบแบบสอบถาม โดยจะวัดความรุนแรงของอาการปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดหู

นอนไม่หลับ เจ็บคอ คัดจมูก มีเสมหะ ความถี่และความรุนแรงของอาการไอ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีอาการของโรคบางอาการลดลงภายในวันที่ 2 และอาการลดลงทั้งหมดภายในวันที่ 4 โดยช่วยลดอาการเจ็บคอมากที่สุด ตามมาด้วยอาการคัดจมูกและปวดหู เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก อีกทั้งยังไม่พบผลข้างเคียง

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

เป็น โรคภูมิต้านทานตนเอง ชนิดเรื้อรัง เกิดจาก การอักเสบ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะกับข้อต่อ ส่งผลให้ปวดที่ข้อต่อ ข้อต่ออุ่น บวม ฝืดแข็ง หรือข้อต่อผิดรูปหากเป็นโรคนี้มานาน โดยอาการมีหลายระดับตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง อีกทั้งอาการอาจกำเริบและสงบลงเป็นระยะ

มีไข้รุนแรงเพียงใดจึงควรไปพบแพทย์ ?

ระดับ ความรุนแรง ของไข้อาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ซึ่ง ป่วยควรได้รับการดูแล จากแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

อายุ 0-3 เดือน

  • เมื่อมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้ทารกจะไม่มีอาการอื่น ๆ ก็ตาม

อายุ 3-6 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส

อายุ 6-24 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • มีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ความรุนแรง  ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น

อายุ 2-17 ปี

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา

อายุ 18 ปีขึ้นไป

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดหัว คอแข็ง หายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร หรือมีอาการอื่น ๆ
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • เมื่อมีไข้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ (Sinusitisเป็นภาวะที่ เยื่อบุบริเวณโพรงอากาศข้างจมูก เกิด การอักเสบบวม จากการติดเชื้อ ทำให้คัดจมูก มีน้ำมูกข้น ปวดบริเวณจมูก ตา โหนกแก้ม หน้าผาก ฟัน ไอ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น สามารถเกิดได้ทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรัง ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการดูแลตนเองร่วมกับใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ไซนัส (Sinus) คือ โพรงอากาศบริเวณกระดูกใบหน้า มี 4 คู่ คือ ไซนัสแมกซิลลา (Maxillary Sinus) เป็นโพรงอากาศในกระดูกโหนกแก้ม ไซนัสเอธมอยด์ (Ethmoid Sinus) เป็นโพรงอากาศที่อยู่ระหว่างเบ้าตาและด้านข้างของจมูก ไซนัสฟรอนตัล (Frontal Sinus) เป็นโพรงอากาศที่อยู่ในกะโหลกส่วนหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ไซนัสสฟีนอยด์ (Sphenoid Sinus) เป็นโพรงอากาศอยู่ในกระดูกส่วนที่เป็นฐานสมอง โดยภายในโพรงไซนัสแต่ละจุดจะมีเยื่อบุไซนัสทำหน้าที่ผลิตเมือกสำหรับดักจับฝุ่นและเชื้อโรค

อาการของไซนัสอักเสบ

เนื่องจากไซนัสอักเสบเกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุไซนัสที่บริเวณโหนกแก้ม โพรงจมูก และกระดูกหน้าผาก อาการของไซนัสส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ ดังนี้

  • หายใจติดขัด อึดอัด คัดจมูก
  • มีน้ำมูกสีเขียวหรือสีเหลืองข้น
  • ประสาทรับกลิ่นไม่ดี
  • ปวดบริเวณไซนัส ได้แก่ โหนกแก้ม หน้าผาก จมูกตรงระหว่างคิ้ว และหัวตา
  • ปวดฟัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นปาก
  • มีไข้ อ่อนเพลีย
  • ไอ เจ็บคอ มีมูกข้นในลำคอหรือมูกไหลลงลำคอ

มือบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

มือบวม อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจาก โรคภัยไข้เจ็บ พฤติกรรมการ ใช้ชีวิตในแต่ละวัน และยังรวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศอีกด้วย

สิวเสี้ยน เกิดจากอะไร

สิวเสี้ยน เกิดจากอะไร ?

สิวเสี้ยน เกิดขึ้นจากความผิดปกติของต่อมรูขนส่งผลให้ รูขุมขน มีขนอ่อน ๆ ขึ้นมากผิดปกติ ไม่สามารถหลุดร่วงไปตามกาลเวลาได้ และเมื่อรวมตัวกับไขมันที่ถูกผลิตออกมาและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจึงทำให้เกิดเป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ โดยสิวชนิดนี้อาจก่อให้เกิดการอักเสบหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิวเสี้ยน ได้แก่

  • การทำงานที่มากผิดปกติของฮอร์โมนเพศชายภายในผิวหนัง
  • ปริมาณกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ที่อยู่ในซีบัมซึ่งอยู่บนผิวหนังชั้นนอกลดลง ทำให้ผิวหนังได้รับการปกป้องลดลง
  • ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารไซโทไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Proinflammatory Cytokines)
  • เชื้อแบคทีเรียพีแอคเน่ (Propionibacterium Acne: P. Acnes) ก่อให้เกิดสิวสร้างกรดไขมันอิสระมากเกินไป
  • ภาวะที่ร่างกายมีน้ำเกินก่อนมีประจำเดือน ทำให้ง่ายต่อการอับชื้น
  • สัมผัสกับสารเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์แต่งผม สารเคมีไอพีเอ็ม (Isopropyl Myristate: IPM) สารโพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol) และผลิตภัณฑ์ย้อมสีบางชนิดที่กระตุ้นการก่อให้เกิดสิว
  • ภาวะรูขุมขนถูกทำลายเนื่องจากผิวหนังเกิดการบาดเจ็บ เช่น การบีบสิว การล้างหน้าที่ไม่อ่อนโยน การใช้สารเคมี หรือการทำเลเซอร์ผิวหนัง
  • สูบบุหรี่
  • การรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิว เช่น อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เป็นต้น

มีเซ็กส์เมื่อถึงเวลา

หลายครั้งที่ เซ็กส์ ที่ถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ ค่านิยม บางอย่างในบางสังคม หรือถูกนำมาเป็นเครื่องหมายของความรัก ทำให้หลายคนต้องมีเซ็กส์โดยที่ลึก ๆ ข้างในรู้สึกไม่พร้อม การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

โดยเฉพาะกับคนรัก ตามหลักแล้วควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

อีกทั้งเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องของความรักเสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องของความพร้อม ความต้องการ และความเต็มใจ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ควรมีเซ็กส์ที่เกิดจากความเต็มใจ และตัดสินใจที่จะมีด้วยสติที่ครบถ้วน โดยไม่ผูกติดกับความรู้สึกที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีเซ็กส์ทั้งที่ไม่เต็มใจ

สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญ แบ่งกลุ่มของ เชื้อโควิด-19 ที่ กลายพันธุ์ ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variants of Concern)

การกลายพันธุ์ของไวรัสกลุ่มนี้ส่งผลต่อการรับมือกับเชื้อไวรัสและการติดเชื้อได้มาก ทั้งในแง่การแพร่เชื้อ ความรุนแรงของเชื้อ ไปจนถึงการวินิจฉัย รักษา และป้องกัน

  • สายพันธุ์อัลฟ่า (Alpha) หรือ B.1.1.7 พบครั้งแรกที่สหราชอาณาจักร เป็นเชื้อที่แพร่ได้เร็ว เพิ่มโอกาสของการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต
  • สายพันธุ์เบต้า (Beta) หรือ B.1.351 พบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้ เป็นเชื้อไวรัสที่แข็งแรง ลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) บางชนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 รวมทั้งลดประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนและการติดเชื้อโควิด-19 ก่อนหน้า และส่งผลให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้
  • สายพันธุ์แกมม่า (Gamma) หรือ P.1 พบครั้งแรกที่บราซิล เป็นเชื้อที่ลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอบางชนิด ดื้อต่อภูมิคุ้มกันที่เกิดจากไวรัสและการติดเชื้อโควิด-19 ก่อนหน้า ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้เช่นเดียวกับสายพันธุ์เบต้า
  • สายพันธุ์เดลต้า (Delta) หรือ B.1.617.2 พบครั้งแรกที่อินเดีย เป็นสายพันธุ์ที่แพร่และติดต่อได้รวดเร็ว ทั้งยังลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีบางชนิดและวัคซีนโควิด-19

โดยสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 ที่ต้องเฝ้าระวังเหล่านี้ได้เข้ามาในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

2. กลุ่มสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest)

กลุ่มสายพันธุ์ที่น่าสนใจเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพบใหม่ แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อดูลักษณะของการกลายพันธุ์ว่าส่งผลกระทบต่อการติดเชื้อและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

  • สายพันธุ์เอปซิลอน (Epsilon) หรือ B.1.427/B.1.429 พบครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • สายพันธุ์ซีต้า (Zeta) หรือ P.2 พบครั้งแรกที่บราซิล
  • สายพันธุ์อีต้า (Eta) หรือ B.1.525 พบครั้งแรกในหลายประเทศ
  • สายพันธุ์ธีต้า (Theta) หรือ P.3 พบครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์
  • สายพันธุ์ไอโอต้า (Iota ) หรือ B.1.526 พบครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา
  • สายพันธุ์แคปป้า (Kappa) หรือ B.1.617.1 พบครั้งแรกที่อินเดีย
  • สายพันธุ์แลมบ์ด้า (Lambda) หรือ C.37 พบครั้งแรกที่เปรู

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมหรือสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์แล้ว ล้วนส่งผลเสียและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจึงควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ข้อควรระวังในการใช้ยาลดไข้

  • ก่อนใช้ ยาลดไข้ ในทารก ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์เสมอ
  • ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลกับทารกอายุต่ำกว่า 6 สัปดาห์
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

มีไข้รุนแรงเพียงใดจึงควรไปพบแพทย์ ?

ระดับความรุนแรงของไข้อาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

อายุ 0-3 เดือน

  • เมื่อมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้ทารกจะไม่มีอาการอื่น ๆ ก็ตาม

อายุ 3-6 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส

อายุ 6-24 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • มีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น

อายุ 2-17 ปี

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา

อายุ 18 ปีขึ้นไป

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดหัว คอแข็ง หายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร หรือมีอาการอื่น ๆ
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • เมื่อมีไข้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไป

เมื่อลูกน้อยเป็นดาวน์ซินโดรม ทำอย่างไร ?

นื่องจากกลุ่มอาการดาวน์เป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ หากผลการตรวจ ดาวน์ซินโดรม ชี้ว่าทารกในครรภ์มีกลุ่มอาการนี้หรือกลุ่มอาการอื่นที่เกิดจากความผิดปกติในการแบ่งโครโมโซม แพทย์จะช่วยให้คำปรึกษากับพ่อและแม่ของทารกถึงทางเลือกที่สามารถทำได้ โดยอาจทางเลือกหลักอยู่ 2 ทาง

  • อย่างแรก คือ การดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไป ในทางเลือกนี้แพทย์จะแนะนำถึงวิธีการที่จะช่วยลดความรุนแรงของความผิดปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงแนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กพิเศษ และวิธีการที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กให้ได้มากที่สุด
  • ทางเลือกที่สอง คือ การยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่วิธีการนี้อาจส่งผลต่อจิตใจของคุณพ่อหรือคุณแม่ได้ ดังนั้น แพทย์อาจแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เข้ารับคำปรึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจและเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกทางลบที่อาจเกิดขึ้น