The Queen’s Gambit เกมกระดานแห่งชีวิต กับ 7 บทเรียน

The Queen’s Gambit  เกมกระดานแห่งชีวิต เป็นมินิซีรีส์ของทาง Netflix มีทั้งหมด 7 ตอน โดยทั้งหมดมีความยาวโดยประมาณ 7 ชั่วโมง เดินเรื่องโดยเน้นตัวละครเอก “เบธ ฮาร์มอน” แสดงโดย อันยา เทย์เลอร์ จอย

ในช่วงแรกที่เปิดตัว แอดมินได้ดูตัวอย่างของซีรีส์เรื่องนี้แบบผ่านๆ ก็คิดว่าน่าจะเหมือนหนังดราม่าทั่วๆ ไป ประมาณยุค 1960 แต่ก็มีความสังสัยอยู่เหมือนกันว่า หมากรุกมาเกี่ยวอะไรกับซีรีส์เรื่องนี้

หลังจากที่หนังซีรีส์ The Queen’s Gambit ได้ออกอากาศทาง ราวๆ ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2563 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลายอย่าง อาทิเช่น ช่วงเดือนแรกหลังจากที่ซีรีส์นี้ออกฉายใหม่ๆ แค่ภายในเดือนแรก ก็สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงถึง 62 ล้านครอบครัว ยอดขาย Chess Set หรือ ชุดหมากรุก ก็ทำยอดขายได้ถึง 250% บน eBay นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมาก search หาคำว่า “How to play chess” ใน Google สูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ และ จำนวนผู้เล่นหน้าใหม่ มีการสมัครเป็นสมาชิกของ chess.com เพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว

“ไม่ได้แล้วเราจะพลาดไม่ได้ จะตกเทรนไม่ได้” บวกกับความอยากรู้ว่า เรื่องนี้มันดีจริงอย่างที่เขาว่าไหม? ก็เลยทำให้แอดมินต้องไปหาเวลาดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit กันแบบจริงจัง

“ตอนแรกกะว่าจะดูวันละตอน ในช่วงว่างๆ หลังเลิกงาน แต่หยุดไม่ได้” เพราะเรื่องราวมันน่าติดตามมาก ทำให้อยากดูต่อในตอนถัดไปในทันที เลยทำให้ดูเรื่องนี้จบภายใน 3 วันเท่านั้นเอง

เรื่องย่อ ซีรีส์อย่าง The Queen’s Gambit – เกมกระดานแห่งชีวิต
ที่เดินเรื่องราวผ่านเกมหมากรุก โดยมีตัวละครหลัก คือ เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของเรื่องนี้ คือ เบธ ฮาร์มอน ในวัยเด็กเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกร้าว  ดูหนังออนไลน์ฟรี ต่อมาก็ต้องมาสูญเสียคุณแม่ของเธอไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอไม่เหลือใคร และ ต้องถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

การที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เบธ ประสบปัญหาไม่สามารถเข้ากับเพื่อนๆ ได้ และ เมื่ออยู่ที่นี่ ทำให้เธอต้องได้รับยาตัวหนึ่งไปทาน (ยาระงับประสาท) ทุกวัน ซึ่งส่งผลทำให้เธอเสพติดยาตัวนี้จนโต จนวันนึง เธอได้รู้จัก “หมากรุก” เป็นครั้งแรก จากลุงภารโรงที่ชื่อว่า “คุณไชเบล” ในห้องใต้ดินของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น “คุณไชเบล” คือ ครูคนแรก และ ถือเป็นผู้สนับสนุนตัวจริง ที่ผลักดันให้เบธได้เข้าสู่วงจรของการเป็นนักกีฬาหมากรุก

และต่อมาก็มีครอบครัวนึง สนใจที่จะรับ เบธ ไปอุปการะ แต่เบธ ก็ยังไม่หยุดที่จะต่อยอดความฝันของเธอ จากเด็กที่เคยไร้เป้าหมาย กลายเป็นเด็กที่ค้นพบพรสวรรค์ของตนเองกับกีฬาหมากรุก กีฬาประเภทนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางที่ถือว่ายากและโหดเอามากๆ ในสมัยนั้น เพราะมีแต่ผู้ชายเล่นซะเป็นส่วนใหญ่

ด้วยที่เบธ มีพรสวรรค์ด้านหมากรุกและ การแข่งหมากรุกสามารถทำเงินได้มาก ทำให้แม่ใหม่ของเธอ หลังจากที่รู้ว่า เกมกีฬาประเภทนี้ ทำเงินได้ ก็หันมาสนับสนุนเบธอย่างเต็มที่ และ กลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอ แต่ก็มาหักมุมอีก เบธ ต้องมาเสียแม่ใหม่ไปอีก จากปัญหาพิษสุราเรื้อรัง (แม่ใหติดเหล้าหนักมาก) ทำให้ช่วงชีวิตที่เหลือของเธอ เธอต้องลุยเดี่ยว แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะยังมีเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่คบกันที่บ้านเด็กกำพร้า และ ยังมีเพื่อนชายอีกหลายคนที่หวังดีต่อเธอ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นคู่แข่งกันในเกมหมากรุก

หลายช่วงหลายตอนของซีรีส์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งของเบธ ที่ต้องการพิสูจน์ตนเอง ต้องการเอาชนะคู่แข่ง เบธ ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงและพัฒนาทักษะจากการเดินสายแข่งขันเวทีต่าง ๆ ในประเทศ จนได้เป็นแชมป์อเมริกาแทน และทำให้เบธ ได้ไปแข่ง THE CHESS WORLD CHAMPIONSHIP กับ มือหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า “วาร์สิลี บอร์กอฟ” ชาวรัสเซีย

ในทางกลับกัน เบธ ก็ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวที่ผ่านการสูญเสียแม่ถึงสองคน การเอาชนะกับอาการติดยาระงับประสาท ต้องเจอกับความผิดหวังพ่ายแพ้ให้กับเกมการแข่งขันครั้งสำคัญหลายครั้งเช่นกัน แต่ เบธ ก็สามารถผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้

อะไรที่ทำให้อดีตเด็กน้อยอย่างเบธ​ ที่ดูไม่มีอนาคตกลายเป็นนักกีฬาหมากรุกที่เก่งกาจเหนือผู้ชาย? และ อะไรที่ทำให้เบธสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้?

จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เบธจะสามารถผ่านด่านสำคัญครั้งนี้ ได้หรือไม่? คงต้องไปลองติดตามชมดูนะครับ

“หลายๆ ครั้ง ที่เราได้ดูหนัง เราก็ได้เรียนรู้ส่ิงที่มีประโยชน์จากหนังเรื่องนั้นได้เช่นกัน”

สิ่งที่ได้ สำหรับเรื่อง The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต มันไม่ใช่แค่หนัง หรือ มินิซีรีส์ ที่น่าดู หรือ น่าสนใจเท่านั้น แต่เรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกแนวคิด และ บทเรียน ที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่พวกเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้

ดังนั้นในบทความนี้ แอดมิน จึงจะขอนำเสนอสิ่งที่แอดมินได้เรียนรู้ จากการได้ดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต ซึ่งสรุปออกมาได้ 7 ประเด็น

“Get out of your comfort zone and Find your passions and purpose”
“บางทีเราต้องกล้าที่จะเปิดตาและเปิดใจ ลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อที่จะมองหาสิ่งที่เหมาะสม หรือ สิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราอย่างแท้จริง” ชีวิตของเบธ หากเธอยอมเดินตามรูปแบบชีวิตแบบเดิมๆ ของเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่ในแต่ละวันก็ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกติกาเดิมๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ และรอคอยว่าวันนึงจะมีครอบครัวที่ดีที่จะมารับไปอุปถัมภ์ ก็จะไม่มี เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ อย่างแน่นอน

ความสงสัย ความท้าทาย ความอยากลองสิ่งใหม่ ของเบธ นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เธอสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อที่ว่ากีฬาหมากรุกเป็นของผู้ชายเท่านั้น หรือ เด็ก ไม่สามารถลงแข่งขันในกีฬาประเภทนี้ได้ เป็นต้น

“You can chase your dreams at any age. You’re never too old” อายุ เพศ ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการที่เราจะเดินหน้าตามล่าความฝันของตัวเราเอง แต่หลายคนกลับเอาเรื่องเหล่านี้เป็นตัวดับฝันของตนเอง ก็เหมือนกับชีวิตของเราในหลายๆ คน ที่อาจจะกลัว หรือ ไม่มั่นใจที่จะกล้าลอง หรือ กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง ทำให้ต้องจำใจเลือกเดินทางตามรูปแบบที่ถูกคนอื่นหรือสังคมกำหนดเอาไว้

เมื่อต้องทำในงานที่ไม่ใช่ งานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถหรือพรสวรรค์ที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ จึงทำให้หลายคนไม่มีความสุขในการทำงาน เกิดความเบื่อหน่ายง่าย และ หากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็อาจจะทำให้กลายเป็นคนหมดความมั่นใจไปในที่สุด

“Don’t let people’s opinions get to you”
“บางทีเราต้องมองข้าม เลิกสนใจสายตาหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นๆ ไปซะบ้าง” เราไม่มีทางทำให้คนอื่นเข้าใจในตัวเรา หรือ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้อย่างแน่นอน เบธ เองก็เช่นกัน ในช่วงเข้าเรียน High School ด้วยความที่การแต่งตัวของเธอดูแตกต่าง ดูเชยในสายตาของคนหมู่มาก จึงถูกดูถูก ดูแคลนจากคนรอบข้าง เพราะเป็นเด็กถูกรับมาเลี้ยง เสื้อผ้าที่มีก็เลยเก่าและเชยมาก ถึงแม้ว่าต่อมาแม่ใหม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าลดราคาให้เธอ (เพราะครอบครัวใหม่ ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร) ก็ยังไม่วายโดนดูถูกจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอยู่ดี

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเลย ยิ่งทำให้เธอต้องหาหนทาง ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น ด้วยการพิสูจน์ตนเองบนเส้นทางที่เธอได้เลือกเองด้วยการเป็นนักหมากรุก เพราะเธอพบว่าอาชีพนี้ สามารถทำเงินได้ และ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีกฎหรือกติกาที่จำกัดอายุ หรือ จำกัดเพศในการลงแข่งขัน หลังจากที่เธอได้ลงแข่งไปเรื่อยๆ เธอก็เริ่มมีรายได้และมีชื่อเสียง เมื่อเบธ​มีเงิน เธอก็แบ่งเงินรางวัลเอามาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงใส่ ทำให้คนที่เคยดูถูก ดูแคลนเธอ หันมาอยากคบหาสมาคมกับเธอ และ เธอก็กลายเป็นคนดัง ที่มีคนนิยมชมชอบไปในทันที

เรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนรับมือและมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร? หากเรามัวแต่จับจด สนใจสายตาของคนอื่นๆ และนำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาคิดมากเกินไป รับรองได้ว่า สิ่งที่อยากทำและสิ่งที่อยากเป็น ไม่มีทางได้เกิดอย่างแน่นอน

เอาเป็นว่า ชีวิตของเรา เราควรกำหนดเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดด้วย คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ดังนั้นอย่ากำหนดเงื่อนไขของความสุขของตัวเราเองด้วยสายตาของผู้อื่น

“Take your life into your own hands”
“เพราะชีวิตมีขึ้นและมีลงเสมอ เราต่างก็ต้องเจอกับความผิดหวังมากบ้างน้อยบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา” ชีวิตของเบธ ก็เช่นกัน ชีวิตของเธอเหมือนกับรถไฟเหาะตีลังกา มาจากจุดต่ำสุด พอถึงจุดพีค เธอก็ต้องเจอกับปัญหาและความสูญเสีย ทำให้ชีวิตก็ต้องตกต่ำลงมาอีกครา เช่น จากเป็นเด็กกำพร้า และ ได้ครอบครัวใหม่รับไปเลี้ยง แต่พอไม่นานก็ต้องมาสูญเสียแม่ใหม่ไปอีก หรือ เข้าชิงแชมป์ ก็พ่ายแพ้ เพราะด้วยความมั่นใจ (รวมไปถึงอีโก้) ที่เธอมีมากเกินไป ก็ต้องทำให้เธอต้องพบกับความผิดหว้งได้เช่นกัน

“เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ เราก็สามารถเรียนรู้ได้มากมายในวันที่เราแย่ที่สุด” เบธ ก็เช่นกันเธอได้รับบทเรียนราคาแพงจากทุกๆ การสูญเสีย และ ความผิดหวัง จนสามารถพาตัวเองกลับขึ้นมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

เรื่องนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง ก็ถือเป็นบทเรียนของชีวิต หากเรายอมรับ เข้าใจ เราก็จะเห็นหนทางของการแก้ไข และ พัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ในุดที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ แต่หากเรานำ ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง มาเป็นตัวตีตราตนเองว่า “ตนเองเป็นคนไม่เอาไหน” หรือ โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่า เราได้ยอมรับและยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปเรียบร้อยแล้ว

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” อนิเมะที่คนห่างไกลแฟนห้ามดู

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ ชินไค เป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

เป็นการเกริ่นนำถึงเรื่องราวความรักของ “ทากากิ โทโนะ” และ “ทากากิ โทโนะ” เด็กชายและเด็กหญิงที่ผูกพันธ์กันตั้งแต่สมัยประถม จนกลายเป็นรักแรกของกันและกันแต่แล้วเมื่ออาการิต้องย้ายโรงเรียนไปต่างที่ ในช่วงขึ้นมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเธอต้องห่างไกลกัน มีเพียงจดหมายจากฝ่ายอาการิที่มักส่งมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ทากากิฟังเสมอ โดยที่เขาไม่เคยตอบกลับจดหมายเธอสักครั้ง

 

 

จนเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทากากิจึงตัดสินใจนัดพบกัน และตั้งใจส่งจดหมายแทนความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อเธอ แต่แล้วระหว่างการเรอคอยที่แสนเนิ่นนานภายในชานชรารถไฟที่ไม่สามารถให้บริการได้ท่ามกลางพายุหิมะ เขาก็ได้ทำจดหมายปลิวหายไป การพบกันครั้งสุดท้ายของเขาและเธอครั้งนี้จึงมีเพียงจูบแรกอันหอมหวาน และคำมั่นสัญญาที่ผูกทั้งสองไว้ด้วยกันใต้ต้นซากุระ

Cosmonaut “นักท่องอวกาศ”

-5-Centimeters-Per-Second-(35)

 

ทากากิก้าวสู่ชีวิตนักเรียนมัยมปลาย หลังจากต้องย้ายโรงเรียนเช่นเดียวกับอาการิไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนใหม่ หนึ่งในนั้นก็คือ “คานาเอะ ซุมิดะ” เด็กสาวนักโต้คลื่น ซึ่งเขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอแอบหลงรักเขาอยู่ แม้ซุมิดะจะไม่เคยสารภาพความในใจและทำได้เพียงหาโอกาสอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นครั้งคราว ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในเด็กหนุ่มที่แสนใจดีสำหรับเธอคนนี้ว่า ในใจของเขานั้น ไม่มีพื้นที่เหลือให้เธอเข้าไปได้ และแม้เธอจะใกล้กับเขาเท่าไร ก็ไม่เคยสามารถเข้าถึงเด็กหนุ่มปิดใจคนนี้ได้เลยสักครั้ง

 

ทากากิยังคงติดอยู่กับคำมั่นสัญญาระหว่างเขาและอาการิ และยังคงใช้ชีวิตโดยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาและเธอจะได้กลับมาพบกัน แม้ข้อความที่เขียนพิมพ์ถึงเธอจะไม่เคยถูกส่งออกไปให้เธอรับรู้เลยสักครั้ง

ในตอนนี้จึงเป็นการเปรียบเทียบการเดินทางที่แสนโดดเดี่ยวของทากากิเหมือนกับจรวดที่กำลังทะยานสู่ความความมืดมิดในห้วงอวกาศ และทำได้เพียงเชื่อมั่นว่าจะได้เข้าใกล้ปลายทางสักวัน

Centimeters Per Second “5 เซนติเมตรต่อวินาที”

1388584342-5centimete-o

เป็นการเล่าเรื่องถึงช่วงชีวิตวัยทำงานของทากากิ ซึ่งกลายชายหนุ่มหัวใจด้านชา จมอยู่กับการทำงานที่เหมือนทำไปเพื่อต้องการไขว่คว้าอะไรสักอย่างที่ไร้ตัวจน ทั้งที่ความรู้สึกภายในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าจากการติดอยู่แค่เพียงเรื่องราวในอดีตที่เขาไม่สามารถก้าวผ่านมาได้ ขณะที่ในฝ่ายของอาการิ เธอกำลังจะแต่งงานกับชายอีกคน เหลือทิ้งไว้เพียงความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงของเขาทั้งสอง

ทากากิ โทโนะ (遠野 貴樹 – Tōno Takaki )

ตัวละครหลัก ที่เล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่วัยเยาว์ของเขาจนกระทั่งถึงตอนเมื่อเขาเติบใหญ่ ชายหนุ่มที่ยึดติดอยู่แต่เพียงเรื่องราวในอดีต จนไม่สามารถมีความสุขหรือก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าไปได้ ในวัยเด็กของเขา จำเป็นต้องย้ายที่อยู่บ่อย เนื่องจากพ่อแม่ย้ายงานบ่อย จนเมื่อได้พบอะกะริ เพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมัธยมต้น จนพัฒนาจากสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สู่เรื่องราวความรักหญิงชาย ที่สุดท้ายทั้งสองต้องไม่ได้ลงเอยกัน หลังจากทั้งคู่ต้องเข้าศึกษาต่างที่กัน ในบทที่สองปรากฏว่า ทะกะกิเป็นสมาชิกชมรมยิงธนูที่โรงเรียน และมีฝีมือดีด้วย

อาการิ ชิโนะฮาระ (篠原 明里 Shinohara Akari )

เป็นเพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของทากากิ รักแรกของเขา และทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีต่อกัน ด้วยความคล้ายคลึงกันหลายๆเรื่อง ทั้งความชอบและต่างก็มีชีวิตที่ต้องย้ายบ้านบ่อยๆ โดยเมื่อจบมัธยมต้น ครอบครัวของอาการิต้องย้ายจากกรุงโตเกียวไปจังหวัดโทะชิงิ ทำให้เธอกับทากากิต้องอยู่ไกลกัน และทำได้เพียงการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่สุดท้ายก็ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้ต้องจบลง เพราะพ่ายแพ้ให้กับระยะห่างและกาารเวลา

คานาเอะ ซุมิดะ (澄田 花苗 – Sumida Kanae)

เด็กสาวเพื่อนร่วมห้องของทากากิ หลังจากเขาย้ายไปเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัดคะโงะชิมะ เธอเป็นสาวนักโต้คลื่น มีพี่สาวเป็นครูที่โรงเรียน เธอที่ไม่มีจุดหมายปลายทางในชีวิตการเรียน และแอบชอบทากากิข้างเดียว  ความรักของเธอจึงเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเจ็บปวด เนื่องจากแม้เธอจะใกล้กับทากากิเท่าไร เธอก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาได้เลย เธอจึงตัดสินใจไม่ได้บอกความในใจออกไป  ด้วยเพราะเธอสัมผัสได้ว่าเขาไม่มีพื้นที่เผื่อไว้ให้กับเธอได้ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจลืมเลือนความรักของเธอที่มีต่อทากากิได้เช่นกัน

Anime Rank A+ คะแนน 99.5/100

5 Centimeters Per Second นี่คือ ผลงานอนิเมชั่นที่สามารถถ่ายทอดงดงามของความรู้สึกเหงาอย่างลึกซึ้งกินใจที่สุด เป็นการเรียงร้อยเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกเศร้าและอบอุ่นไปในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยถ้อยคำบรรยายความรู้สึกซับซ้อนอะไรมากมาย แต่จะอาศัยการเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาตร์ที่เหมือนจะไกลตัว แต่กลับสื่อออกมาได้อย่างไม่ไกลเกินกว่าใจของทุกคน และด้วยความลงตัวในทุกๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น ความความงดงามของภาพ ฉาก และทัศนยภาพต่างๆ ภายในเรื่อง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและมนต์สเน่ห์สุดโรแมนติก หรือในส่วนของเพลงประกอบที่ถูกเรียงร้อยออกมากกว่า 11 เพลงที่ล้วนแล้วแต่ไพเราะจับใจและสอดคล้องไปกับอารมณ์ของภาพและเรื่องราวของอนิเมชั่นในเรื่องนี้

ทำให้… อนิเมชั่นเรื่องนี้ คือที่สุดของที่สุดของอนิเมชั่นคุณภาพเลยทีเดียว ซุึ่งหากจะให้พูดถึงข้อเดียวของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นในส่วนของ character ที่อาจไม่ถูกใจสำหรับแฟนๆ อนิเมชั่นที่ชอบตัวละครสวยๆ รายละเอียดเยอะๆ สักหน่อย แต่ด้วยข้อเสียเพียงจุดเดียวนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของนิเมชั่นเรื่องนี้ลดลงเลยแม้สักนิด

โดยนอกจากเรื่องอารมณ์ของอนิเมะเรื่องนี้ที่ถือได้ว่าเป็น Best of the best แล้ว หากมองดูในรายละเอียดของผลงานของชินไคเรื่องนี้ คุณจะเห็นได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดสุดพิถีพิถัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของฉากและทัศนยภาพต่างๆ  ที่ชินไคยังได้รังสรรค์ออกมาได้อย่างงดงามจากสถานที่จริงที่ของในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ชินไคเป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว… ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย เป็นอนิเมะของมาโกโตะ ชินไค ผู้กำกับ Your Name ซึ่งอนิเมะเรื่องนี้สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วญี่ปุ่นและได้รับคำชื่นชมจากแฟนๆว่าเป็นอนิเมะที่มีงานภาพงดงามและให้อารมณ์หน่วงจับจิตมากที่สุดของชินไค เรื่องราวของ 5 Centimeters Per Second  เกี่ยวกับชีวิตของชายหนุ่มชื่อ โทโนะ ทากะกิ ที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นและต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การย้ายโรงเรียนของเพื่อนสาวคนสนิท การย้ายโรงเรียนของตัวเขาเอง และการก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน แบ่งการเล่าเรื่องเป็น 3 พาร์ท

พาร์ท1 โทโนะ กับ อากะริ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเรียน แต่แล้วอากะริต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่ติดต่อกันผ่านจดหมายและนัดเจอกันในคืนหนึ่งที่สถานีรถไฟ ท่ามกลางหิมะตกหนัก ทำให้ขบวนรถไฟล่าช้า การรอคอยในขบวนรถไฟของโทโนะทำให้เขาทรมานและเป็นห่วงว่าอากะริจะเฝ้ารอ ระหว่างนั้นเอง จดหมายที่โทโนะตั้งใจเขียนเพื่อสารภาพรักได้หลุดลอยปลิวไปตามลม เมื่อถึงสถานีรถไฟ โทโนะ พบว่าอากะริ ยังคงรอเขาอยู่ ทั้งคู่ได้ออกไปเดินเล่นด้วยกันและพักค้างคืนในกระท่อมจนรุ่งสาง ที่นั่นความรักของสองคนได้เริ่มต้นขึ้น และโทโนะคิดว่า แม้เขาจะไม่ได้บอกรักออกไปในตอนนั้น แต่ทั้งคู่ก็สัมผัสความรักที่มีต่อกันได้

พาร์ท 2 โทโนะย้ายไปอยู่เมืองใหม่ โรงเรียนใหม่ โดยมี คะนะเอะ เพื่อนร่วมรุ่นที่คอยแอบชอบเขาอยู่ คอยเฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ โดยในพาร์ทนี้จะเน้นไปที่การตัดสินใจสารภาพรักของคะนะเอะ และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตัวละคร ว่าหลังจากจบชีวิตช่วงวัยเรียนแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ในตอนท้ายของเรื่อง คะนะเอะ พยายามบอกกับโทโนะว่าเธอแอบชอบเขา แต่ก็พบว่า โทโนะมีใครบางคนอยู่ในใจแล้ว และได้แต่เฝ้าเหม่อลอยคิดถึงคนๆนั้นๆ

พาร์ท 3 เป็นช่วงของโทโนะ วัยทำงาน และเล่าถึงความสัมพันธ์ช่วงที่ผ่านมาระหว่างเขากับอากะริ ความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใหม่ที่ความรักเดินไปไม่สุดทาง เขาได้แต่หมดอาลัยตายอยาก ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เป็นอันทำงาน จมปลักอยู่กับความทุกข์ ในขณะที่อาการิ เลือกเดินหน้าไปสู่ชีวิตรักใหม่แล้ว ในตอนท้ายเรื่อง โทโนะ และ อาการิ เดินสวนกันที่ทางรถไฟ ระหว่างนั้นขบวนรถไฟได้วิ่งผ่านไป โทโนะหันกลับมามองอีกครั้งที่ฝั่งตรงข้าม เขาไม่พบอาการิยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว โทโนะได้ยิ้มที่ริมฝีปาก และเลือกที่จะก้าวเดินจากไป

โทโนะคือผู้ชายที่ติดค้างอยู่กับอดีตที่ยังค้างคา เขาไม่ได้พูด ไม่ได้บอกรัก เพราะกลัวว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันจะทำให้อากะริจะต้องทุกข์ใจกับการรอคอย ที่แม้ว่าจะส่งข้อความหากันกี่ร้อยกี่พันครั้ง ใจของเขาทั้งสองก็ยังมีระยะห่างกันเท่าเดิม ในตอนท้ายโทโนะ ได้เห็นแล้วว่า อากะริ เลือกที่จะเดินก้าวต่อไป ไม่ได้ติดค้างกับอดีต ในขณะที่เขาก็ต้องก้าวต่อไปและปล่อยอดีตไว้เบื้องหลังได้แล้ว

การได้พบเจอใครสักคนที่ทำให้เรามีความสุขและเสียงหัวเราะ ทำให้เรายิ้มได้ และร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ถึงแม้คน ๆ นั้นจะทำให้คุณเสียน้ำตา แต่เชื่อว่าคุณก็ยอม เพราะคำหนึ่งคำที่คุณได้รับจากเขาคนนั้น นั่นก็คือ “ รัก ” ว้าว!!!! เปิดตัวมาแบบโรแมนติกนิดหนึ่งนะคะเพื่อน ๆ เพราะว่าเรากำลังอินมาก ๆ หลังจากได้ดูอนิเมะเรื่อง “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” มันทำให้หวนคิดถึงวันวานเก่า ๆ ดีแท้แน่นอน

วันวานเก่า ๆ ที่ว่าก็คือ การที่เราได้คบใครสักคนแต่ด้วยระยะทาง ความที่ต้องได้ห่างไกลกัน จึงทำให้ต้องเลิกลากันไปในที่สุด ทั้ง ๆ ที่ถามว่ายังรักกันอยู่ไหม! ก็คงตอบได้คำเดียวเช่นเดิมว่า “ รัก ” แต่ด้วยเวลาที่นำเราออกเดินทาง ทำให้ผ่านไปไม่นานเราก็จะทำใจได้เองจ้า!  แล้วเราก็จะได้พบรักครั้งใหม่

เรื่องราวของ “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” หลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็นสามช่วง มีดังนี้จ้า  ช่วงแรกจะเป็นเรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่ได้พบกัน คือเรียนที่เดียวกันในช่วง ม.ต้น แต่แล้วต่างคนก็จะต้องได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ปกติทั้งสองคนนี้คือย้ายไปนั่นนี่ตามครอบครัวเป็นปกติ เมื่อพระเอกนางเอกรู้ว่าตัวเองกำลังจะจากกัน จึงต่างเขียนจดหมายที่จะบอกความรู้สึกของตนแก่อีกฝ่าย และได้ทำการนัดเจอกัน แต่ในช่วงที่นัดเจอกัน โดยที่พระเอกต้องนั่งรถไฟไปหานางเอก แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่หิมะได้ตกอย่างหนัก จึงทำให้ไปช้ากว่าเวลาที่นัด ทางด้านของพระเอกก็คิดว่านางเอกคงจะกลับไปแล้ว เกิดความกังวลใจตลอดทาง รวมทั้งในระหว่างที่เดินทางนั้น จดหมายที่พระเอกเขียนเอาไว้เพื่อบอกความรู้สึกกับนางเอก ก็ได้หล่นหายไปต่อหน้าต่อตาของพระเอก แต่พระเอกก็ต้องรีบไปหานางเอกเขาจึงทำได้แค่มองจดหมายที่ปลิวไป แต่เมื่อมาถึงที่นัดหมาย นางเอกก็รออยู่ แม้จะเลยเวลานัดมาหลายชั่วโมง อากาศทั้งเย็นและหนาวมาก ในช่วงที่อากาศเป็นใจนี้ จึงทำให้พระเอกได้ตัดสินใจ จูบนางเอกที่ใต้ต้นซากุระ ก่อนที่พวกเขาจะหาที่หลบความหนาวและพูดคุยกันจนถึงเช้า และนางเอกก็ได้ส่งพระเอกกลับบ้าน โดยที่นางเอกก็ไม่ได้ให้จดหมายของตนกับพระเอกแต่อย่างใด

ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก

หนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวขาน สุดยอด ปรมาจารย์กังฟู ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสู่ภาพยนตร์ ” ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก” ที่เรารู้จักกันในชื่อ ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหย่งชุน อาจารย์มวยของนักแสดงหนังบู๊ตำนานฮอลลีวู้ด บรู๊ซ ลี สู่เรื่องราวที่ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1949

โดยในภาคนี้ได้ “เดนนิส โต” หรือ ตู้หยี่หัง มารับบทเป็น อาจารย์ยิปมัน ที่เรื่องราวเริ่มต้นจากการให้ออกจากราชการตำรวจด้วยเหตุฆาตกรรมผู้มีอิทธิพล และยังมีการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซง ดูหนัง ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู ความสนุกสนานตามแบบฉบับกำลังภายในที่เราคุ้นเคยและชื่นชอบที่สนุกจึงเริ่มต้นขึ้น

“ยิปมัน ปรมาจารย์กังฟูสะท้านโลก” พร้อมให้ชมแล้วที่ทรูไอดีทีวี พิเศษเช่าชมได้ในราคาโปรโมชั่นเพียง 59 บาท ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยต์แลกรับชมได้

เรื่องราวของอาจารย์กังฟูที่มีตัวตนอยู่จริงอย่าง อ.ยิปมัน ที่เรื่องราวของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ อาจารย์ผู้ฝึกสอนของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับอย่าง บรู๊ซ ลี จนมีชื่อเสียงถึงทุกวันนี้ ทำให้มีเหล่าเสือปืนไวของวงการบันเทิงฮ่องกง ต่างหยิบเรื่องราวมาสร้างทั้งรูปแบบ ละคร และ ภาพยนตร์ ซึ่งบางเรื่องก็มีการอ้างอิงเรื่องจริงหรือแต่งเติมจินตนาการเพื่อความสนุกแก่ผู้ชม

แต่ถ้าจะพูดถึงหนังชุด อ.ยิปมัน ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากที่สุด ก็คือหนังชุดที่มี ดอนนี่ เยน หรือ เจิน จื่อตัน ที่ฉายครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์แล้ว ทำให้ชื่อของ ดอนนี่ เยน กลายเป็นดาวบู๊ที่โด่งดังในไทย ก่อนจะมีภาคต่ออีก 3 ภาค โดยที่ ภาคที่4 กำลังจะเข้าฉายในปีนี้

ณ เมืองฝอซาน มณฑลกว้างตุ้ง เมืองที่มีสำนักกังฟูเกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ ยิปมัน กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ แตกต่างจากครูฝึกคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะมีฝีมือในวิชาเพลงมวยหย่งชุนอันเก่งกาจ เขาอาศัยอยู่กับ อาเจิน ภรรยา และ อาชุน ลูกชาย (ชีวิตจริงเขาคือผู้สืบทอดวิชาเพลงมวยหย่งชุนต่อจากพ่อ) ทุกๆวันจะมีครูมวยมาขอคำแนะนำและจบลงที่ต้องประลอง ทำให้ภรรยาไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักในบางครั้ง

วันหนึ่ง นักเลงต่างถิ่นนามว่า จินไท่หยวนและพรรคพวกเดินทางมายังเมืองฝอซาน เพื่อประลองยุทธกับครูมวย ซึ่ง จินไท่หยวน สามารถล้มครูมวยเมืองฝอซานแทบทั้งเมือง แต่เมื่อมีคนหนึ่งบอกว่า พวกเขาจะไม่สามารถเอาชนะและพิชิตเมืองนี้ ถ้าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะ ยิปมัน ได้ ทำให้ เขาและสมัครพรรคพวกบุกไปยังบ้านของยิปมัน โดยมีมหาชนเป็นสักขีพยาน

เมื่อมาถึงบ้าน เขาจึงแสดงความจำนงว่าอยากประมือกับยิปมันเพื่อเป็นเกียรติยศกับตัวเอง แต่ยิปมันบอกว่า ไม่จำเป็นต้องมาสู้กับเขา แต่ด้วยความห้าวเป้งของ จินไท่หยวน จึงดูถูกต่างๆนาๆ ทำให้อาเจิน ยอมให้ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ (ภรรยาสั่งลุย ฮ่า) ในที่สุด ทั้งสองก็ประลองยุทธกัน แม้ว่าจะทำข้าวของเสียหาย ก่อนที่ ยิปมันจะปิดเกมให้เร็วที่สุดและสามารถใช้วิชามวยหย่งชุน ที่หลายคนปรามาสว่าเป็นวิชามวยของอิสตรี เอาชนะ จินไท่หยวน ดับซ่าจนออกจากเมืองในที่สุด ชัยชนะของยิปมันทำให้ชื่อเสียงเมืองฝอซาน กลับมารุ่งเรื่อง และมีหลายคนที่อยากจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของยิปมัน รวมถึง โจวชิงฉวน ที่อยากให้ลูกชายเป็นลูกศิษย์ แต่ยิปมันก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนคนทั่วๆไป

วันหนึ่งเกิดเหตุสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่สอง เมื่อเหล่ากองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าโจมตีประเทศจีน ซึ่งเมืองฝอซานก็ถูกยึดทำให้หลายคนมีชีวิตยากลำบาก รวมถึงยิปมันกับครอบครัว แต่ก็ยังคงเคียงข้างไปด้วยกันอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่ยิปมันทำงานอยู่ร่วมกับอดีตอาจารย์กังฟูคนอื่นๆ กองทัพญี่ปุ่นเดินทางมาที่นี่เพื่อนำสารจาก นายพลมิอูระ ที่ต้องการคนมีฝีมือในวิชากังฟู มาประลองแลกเปลี่ยนวิชา โดยไม่ว่าแพ้หรือชนะก็จะได้ข้าวสาร 1 ถุง เป็นรางวัล ซึ่งทำให้ อาจารย์เลี่ยว อดีตหนึ่งในครูมวยผู้เก่งกาจที่ล้มคนแล้วคนเล่า กลับถูก นายพลซาโต้ นายทหารคนสนิทของนายพลอิมูระยิงหลังพ่ายแพ้ในแบบการต่อสู่ สามรุมหนึ่ง ทำให้ยิปมันขอสู้เพื่อล้างแค้นในแบบ 10 ต่อ 1 ก่อนที่ยิปมันจะสยบทหารญี่ปุ่นได้

นายพลมิอูระชื่นชอบในฝีมือและอยากให้ยิปมันมาถ่ายทอดวิชาเพลงมวยให้กองทัพ แต่เขาปฏิเสธนั่นทำให้นายพลมูระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ยิปมันมาสู้กับเขาให้ได้ ขณะเดียวกันยิปมันก็วางแผนกับครอบครัวว่าจะลี้ภัยไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ฮ่องกง

อีกฟากหนึ่ง จินไท่หยวนและพรรคพวก ได้กลายเป็นโจรปล้นสะดมทำการปล้นและเรียกค่าคุ้มครอง ก่อนจะมาอาละวาดที่โรงงานของ โจวชิงฉวน ซึ่งเมื่อยิปมันได้มาถึง เขาขอให้ยิปมันช่วยฝึกมวยหย่งชุนไว้ใช้ยามป้องกันตัว ซึ่งยิปมันตัดสินใจช่วยเพื่อนและฝึกวิชามวยให้คนในโรงงานจนสามารถปราบเหล่ากองโจรได้สำเร็จ หลังจากนั้นเหล่ากองทัพญี่ปุ่นจึงบุกมายังโรงงานและจับ โจวชิงฉวน เป็นตัวประกัน ก่อนที่ยิปมันจะไปช่วยแต่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับได้ นายพลมิอุระ จึงยื่นข้อเสนอว่าถ้ายิปมันฝึกมวยให้กับคนญี่ปุ่นเขาจะไม่ทำร้ายตัวประกันทั้งหมด แต่ยิปมันยังยืนกรานว่าเขาจะไม่สอนวิชามวยให้ แต่จะขอสู้กับนายพลมิอูระแทน ท้ายสุดนายพลมิอุระจึงให้ทหารจับตัวไป ก่อนจะตกลง แต่จะเป็นการสู้ต่อหน้าคนนับหมื่นเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าวิชาวรยุทธของญี่ปุ่นเหนือกว่ามวยจีน

เมื่อถึงวันประลอง ยิปมันสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีชาวจีนได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะนายพลอิมามูระได้สำเร็จ แต่ก็ถูกนายพลซาโต้ยิงได้รับบาดเจ็บ จนเกิดจลาจล แต่ โจวชิงฉวน สามารถพายิปมันและครอบครัวหลบหนีออกจากเมืองฝอซานได้สำเร็จ

หลังจากหลบหนีจากเมืองฝอซานออกมาได้ ยิปมันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวที่ฮ่องกง ในปี1950 โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาเกา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รุ่นน้อง ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน คอยเป็นธุระในเรื่องหาสถานที่เพื่อจะเปิดโรงเรียนฝึกมวยหย่งชุน หวังเป็นรายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ในช่วงแรกยังไม่มีใครมาสมัครเรียน ทำให้ต้องใช้ชีวิตลำบาก จนกระทั่ง อาเหลิง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ขอมาประลองวิชา ก่อนที่ยิปมันจะสอนประวัติศาสตร์มวยหย่งชุน จนอาเหลิง แพ้ราบก่อนจะเรียกพรรคพวกมาสู้กับยิปมันอีกครั้ง แล้วคราวนี้ยิปมันไม่ออมมือ ก่อนจะสอนบทเรียนให้พรรคพวกอาเหลิง ก่อนที่พวกเขาเลือมใสศรัทธาและขอฝากตัวเป็นศิษย์ และนับตั้งแต่นั้นมา ยิปมันก็มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพอมีรายได้จุนเจือครอบครัวในระดับหนึ่ง แล้วเขายังได้เจอ โจวชิงฉวน ที่บัดนี้กลายเป็นคนจรจัดและสติเลอะเลือน ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เขากลับไปยังฝอซาน แต่ถูกทหารญี่ปุ่นยิงที่หัวนั่นเอง และเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากลูกชายของเขา ยิปมันจึงฝากให้ไปทำงานกับอาเกาที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์

วันหนึ่ง อาเหลิง ดันไปมีเรื่องกับลูกศิษย์ของอาจารย์หง เจ้าของ หมัดเพลงมวยหงกวน เดือดร้อนถึง ยิปมันต้องตามไปช่วยถึงตลาดปลา จนเกิดเรื่องราววุ่นวาย แล้วทำให้เขาได้เจอ จินไท่หยวน ที่บัดนี้กลายเป็นพ่อคน ก่อนที่อาจารย์หง จะเข้ามาดูเหตุการณ์ ก่อนจะบอกยิปมันว่า ถ้าจะตั้งสำนักมวยในฮ่องกงจะต้องได้รับการยอมรับจากครูมวยแห่งนี้ ด้วยการประลอง ก่อนที่จะถูกตำรวจจับแล้วได้รับการประกันตัว

ในวันถัดมา ยิปมันจึงไปยังโรงน้ำชาที่ซึ่งเป็นที่ชุมนุมครูมวยทั่วประเทศ โดยมีอาจารย์หงเป็นพี่ใหญ่ โดยกติกาคือ ยิปมัน ต้องสู้กับครูมวยคนไหนก็ได้ที่เสนอตัวท้าสู้ แล้วต้องชนะ ถ้าแพ้หรือตกจากโต๊ะก็จะแพ้ไป แต่ถ้าชนะก็จะได้รับการรับรองให้เปิดสำนักได้ ยิปมันต้องสู้กับครูมวยถึงสองคน ก่อนจะเอาชนะไปสบายๆ

จนเมื่อถึงคิวอาจารย์หง ทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือดชนิดไม่มีการอ่อนข้อ จนจบลงที่เสมอและให้ยิปมันเป็นสมาชิก และขอให้เก็บค่าคุ้มครอง แต่ยิปมันกลับไม่ยอมในข้อนี้ ขณะเดียวกันลูกศิษย์อาจารย์หง ไปหาเรื่องกับลูกศิษย์ของยิปมันจนทำให้ เขาต้องถูกไล่ที่ ก่อนจะไปเคลียร์ปัญหากับอาจารย์หงแบบรู้ผลกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งอาจารย์หงเกือบทำร้ายลูกชายคนเล็ก ยิปมันช่วยไว้ได้ทันพอดี ก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้าน

ต่อมาอาจารย์หง ได้เจอยิปมันพร้อมกับส่งตั๋วรายการมวยสากลอาชีพ โดยมีทางอังกฤษเป็นเจ้าภาพในช่วงที่ฮ่องกงถูกปกครองโดยอังกฤษ และทำให้พวกเขากดขี่และดูถูกคนจีน วันนั้นมีแชมป์มวยสากลอาชีพ นาม ทวิสเตอร์ เขาขึ้นเวทีและเยาะเย้ย ก่อนจะทำร้ายลูกศิษย์อาจารย์หง พร้อมกับดูถูกมวยจีน  ยิปมัน ปรมาจารย์

ทำให้แต่ละสำนักของขึ้น จนเกิดวิวาทระหว่างเหล่าสำนักกับทีมงานของทวิสเตอร์ ทำให้อาจารย์หงตัดสินใจขอประมือกับทวิสเตอร์ เขาสู้จนพ่ายไปและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะการเสียชีวิตของอาจารย์หง เท่ากับศักดิ์ศรีมวยจีนถูกทำลาย ยิปมันตัดสินใจบุกงานแถลงข่าว ก่อนจะขอท้าทวิสเตอร์สู้แบบตัวต่อตัว จนกลายเป็นข่าวดังข้ามคืน ขณะเดียวกันเหล่าตำรวจที่ถูกดขี่จากหัวหน้าตำรวจผู้ฉ้อฉล ก็ตัดสินใจบอกข้อมูลสำคัญให้ อาเกา ตีแผ่ความจริงที่กี่ยวข้องกับศึกมวยครั้งนี้

เมื่อวันประลองมาถึง ยิปมัน เกือบจะสิ้นท่า แต่ในยกที่สองก็สามารถแก้เกมได้ จนยกที่สาม เหล่ากรรมการเข้ามาตักเตือนว่าห้ามยิปมันใช้เท้าให้ใช้หมัดอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นยิปมันเกือบจะพ่ายแพ้ไปแล้วแต่เพราะเหตุการณ์อาจารย์หง ที่ทำให้ยิปมันลุกขึ้นแล้วสู้แบบไม่มีอะไรจะเสีย ก่อนจะใช้เพลงมวยสำเร็จโทษทำให้ทวิสเตอร์ไม่สามารถลุกขึ้นจนกรรมการนับ 10 ยิปมันสามารถกู้ชื่อเสียงให้กับมวยจีนได้อีกครั้ง

ใน End Credit หลังการประลองจบลง วันหนึ่งลูกชายของโจว์ชิงฉวน ได้พาคนๆหนึ่งมาให้ยิปมันได้รู้จัก เขาเป็นเด็กชายมาดกวน แล้วบอกว่าอยากเรียนวิชามวยหย่งชุนกับเขา และแนะนำตัวว่า “หลี่เสี่ยวหลง” หรือที่รู้จักในเวลาต่อมาในนาม “บรูซ ลี” นั่นเอง แต่ อ.ยิปไล่กลับบ้าน รอให้โตแล้วมาใหม่

หนูน้อยหมวกแดง : หนังใหม่ของผู้กำกับ Twilight

ผู้กำกับ แคทธาลีน ฮาร์ดวิค อาจไม่มีโอกาสได้กำกับ หมาป่ารูปหล่อ ในภาพต่อของ Twilight (ฮาร์ดวิค กำกับ Twilight ภาคแรก) แต่เธอก็ยังมีโอกาสได้อีกครั้ง ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิทานกริมม์ เรื่อง หนูน้อยหมวกแดง (Red Riding Hood)

ที่น่าสนใจคือ การตีความและนำเสนอใหม่ในรูปแบบที่ แคทธาลีน เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ Twilight ต้องยอมรับว่าเธอโดดเด่นในเรื่องนักแสดงหนุ่มหล่อ และแนวหนังแบบรักสามเศร้า

Red Riding Hood นำแสดงโดย อแมนด้า เซย์ฟรีด รับบท วาลเลอรี่ สาวน้อยแสนสวย ผู้มีความรักอยู่กับ ปีเตอร์ (Shiloh Fernandez) ทว่าพ่อแม่ของเธอได้จัดการหมั้นหมายเธอให้ เฮนรี่ คหบดีในหมู่บ้าน (Max Irons) เป็นเหตุให้ วาลเลอรี่ และปีเตอร์วางแผนหนีไปด้วยกัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อพี่สาวของวาลเลอรี่ถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย

หมู่บ้านในยุคกลางแห่งนี้ แวดล้อมไปด้วยป่าที่มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ในแต่ละเดือนชาวบ้านจะฆ่าสัตว์สังเวยเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน แต่ในคืนพระจันทร์สีเลือด มนุษย์หมาป่ากลับออกมาล่ามนุษย์ ด้วยความโกรธแค้น ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้นักล่าอย่างบาทหลวงโซโลมอน รับบทโดย แกร์รี่ โอล์ดแมน (Gary Oldman) เข้ามาจัดการปัญหา แต่ท่านกลับสงสัยว่าเหตุการณ์ที่ชาวบ้านหายไปวันละคน น่าจะเป็นฝีมือของใครสักคนในพวกเขามากกว่า!

หนูน้อยหมวกแดง นิทานที่หลาย ๆ คนคงรู้จักและเคยได้ยินมาบ้าง ได้ถูกนำมาสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์แนว Romantic Thriller เรื่องสาวหมวกแดง (Red Riding Hood) ซึ่งได้ผู้กำกับมือดี แคทเธอรีน ฮาร์ดวิค ที่เคยสร้างผลงานอย่าง Vampire Twilight มาแล้ว

หนังเรื่องนี้ได้ สาวน้อยนามว่า แวเลอรี่ (Amanda Seyfried) เป็นตัวดำเนินเรื่องซึ่งชีวิตของเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์รักต้องเลือก ระหว่าง ปีเตอร์ (Shiloh Fernandez) คู่รักตั้งแต่เด็ก กับ เฮนรี่ (Max Irons) ชายหนุ่มผู้มีฐานะที่พ่อแม่เลือกไว้ให้ ทั้งแวเลอรี่และปีเตอร์ได้วางแผนที่จะหนีไปจากหมู่บ้านแต่ต้องมาเจอกับ มนุษย์หมาป่าที่คร่าชีวิตผู้คนในหมู่บ้านรวมทั้งพี่สาวของแวเลอรี่ด้วย แล้วเรื่องต่าง ๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์หมาป่ากลับมาอาละวาดในหมู่บ้านอีกครั้ง

หนังเรื่องนี้มีความชัดเจนในความเป็นหนังแนว Romantic Thriller ที่เน้นไปที่ความรักของหนุ่มสาวที่มั่นคงแต่ความรักก็มีอุปสรรคต่าง ๆ การดำเนินนั้นเรื่องมีฉากตื่นเต้นอยู่มากพอสมควรและมีแอคชั่นให้เห็นบ้าง แต่โดยรวมจะเน้นไปที่เรื่องราวของความรักทั้งแบบหนุ่ม-สาว และความรักของคนในครอบครัวที่มีให้แก่กัน ในเรื่องยังสื่อถึงอารมณ์ของสัญชาตญาณมนุษย์ได้ดีพอสมควรในยามเมื่อมี อันตราย เช่น ความหวาดระแวง ความโกรธแค้น และความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ แต่สิ่งที่ชอบมากก็คือ ภาพและฉากในเรื่องทำออกมาสวย สมจริง รายละเอียดในเรื่องสีของหิมะที่ดูหนาวเย็นยะเยือกมันตัดกับชุดสีแดงของนาง เอกทำได้ดีมาก

เมื่อมีข้อดีแล้ว มาพูดถึงส่วนที่ต้องติกันบ้าง บทของคุณย่าดูเหมือนพยายามให้ดูเป็นมนุษย์หมาป่าจนเกินไป ทั้งที่บทนี้สามารถสร้างจุดเด่นในเรื่องอื่น ๆ ได้เช่นการสื่อรักให้ พระ-นาง ได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันและรักกันกว่าเดิม ในส่วนเสื้อผ้านั้นทำออกมาได้สวยงาม แต่ดูไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศสักเท่าไหร่นัก เสื้อผ้าดูค่อนข้างบางขัดกับหิมะที่ขาวโพลนอยู่ที่เบื้องหลัง นอกนั้นถือว่าทำใด้ดีพอสมควร

เรื่องราวของ “วาเลรี่” หญิงสาวผู้มีชุดคลุมสีแดงประจำตัว อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางป่า เธอเติบโตมาพร้อมกับ “ปีเตอร์” หนุ่มตัดฟืนผู้ยากจน ทั้งสองคนรักกัน แต่ครอบครัวต้องการให้เธอหมั้นกับ “เฮนรี่” หนุ่มที่บ้านมีฐานะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการ
ในทุกๆ คืนพระจันทร์เต็มดวง จะมีหมาป่าออกอาละวาด ฆ่าคนในหมู่บ้าน ทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัว เชิญบาทหลวงมาตามล่าหมาป่า และสงสัยกันว่าใครในหมู่บ้านแห่งนี้ คือหมาป่าตัวจริง

ดัดแปลงมาจากนิทานหนูน้อยหมวกแดง ในเวอร์ชั่นโรแมนติก ระทึกขวัญ จริงๆ เรื่องราวไม่ได้เหมือนในนิทานทั้งหมด ดัดแปลงพอสมควร แต่ตัวละครหลัก กิมมิคในหนังมีครบตามฉบับนิทาน ดำเนินเรื่องช่วงแรกเหมือนจะเรื่อยๆ แต่ผมไม่รู้สึกเบื่อ บรรยากาศมันดูลึกลับ ไม่ชอบมาพากล ผสมกับความโรแมนติก โทนภาพ การถ่ายทำให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับ Twilight ภาคแรก เพราะผู้กำกับคนเดียวกัน แคทธาลีน ฮาร์ดวิค (Catherine Hardwicke)

ส่วนนักแสดงนำได้ Amanda Seyfried (อแมนด้า ไซย์ฟริด) เป็นสาวผ้าคลุมสีแดงผู้ต้องสงสัยและถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด กับอีกสองหนุ่ม แม็กซ์ ไอรอนส์ (Max Irons) และ ชีโลห์ เฟอร์นันเดซ (Shiloh Fernandez) สองหนุ่มหล่อที่ต้องการสาวคนเดียวกัน หนังทำให้คนดูตั้งข้อสงสัยว่าใครกันแน่คือ หมาป่า ตัวละครหลักๆ ดูหนังออนไลน์ น่าสงสัยกันหมด จะมีเหตุการณ์ของแต่ละคนที่ทำให้คิดว่า ใช่ป่าววะๆ ก็ได้แต่เดากันไป ขนาดนางเอกยังหวาดระแวงทุกคนรอบตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัว แล้วคนดูอย่างเราจะรู้มั้ยล่ะ ผมดูรอบสองยังจำไม่ได้เลยว่าหมาป่าคือใคร (ทิ้งช่วงไป 8 ปี) สุดท้ายก็ไม่ใช่คนที่คิดไว้ในใจ หนังหลอกเราได้

เสียดายที่หนังกระแสกับรายได้ไม่ดี ขาดทุนในบ้าน ไม่งั้นคงมีภาคต่อแน่ๆ เหมือนปูทางไว้แล้ว รักสามเศร้าเราสามคน แบบ twilight เลย หลายๆ คนอาจไม่ชอบ ไม่สนุก แต่สำหรับผมกลับชอบแหะ คงเป็นเพราะชอบฟีลนี้อยู่แล้ว มันอาจจะไม่ได้สนุกจนน่าจดจำ ไม่ได้ดีจนน่าประทับใจ แต่โดยรวมสำหรับผมแล้ว ไม่แย่ มีความน่าติดตาม ยิ่งกลางเรื่องไปแล้วคือลุ้น ระทึก สนุกขึ้นเรื่อยๆ แม้ฉากจบจะดูง่ายไป เมื่อดูจบบางคนอาจจะชอบ Red Riding Hood มากกว่า Twilight ก็ได้

หนังเล่าถึง วาเลอรี่ (Amanda Seyfried) เธอมีปัญหาเรื่องความรัก ซึ่งเธอกำลังรักกับปีเตอร์(Shiloh Fernandez) แต่พ่อแม่ของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับเฮนรี่(Max Irons) ซึ่งมีฐานร่ำรวยทำให้ทั้งเธอและปีเตอร์ถูกบังคับให้ต้องเลิกกัน ทั้งสองกำลังวางแผนหนีโดยรู้ว่าพี่สาวของวาเลอรี่ถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย ผู้คนได้ปกปิดความลับเกี่ยวกับหมาป่าไว้ เพราะว่าเจ้าหมาป่าเลือกที่จะกินสัตว์เท่านั้น แต่ยิ่งกินก็ยิ่งโลภ ทำให้มันหันมาคร่าชีวิตมนุษย์ ความหวาดระแวงเกิดขึ้นกับว่าเลอรี่เพราะเธอไม่แน่ใจว่าคนรอบตัวของเธอใครกันแน่ที่เป็นหมาป่า

ในช่วงแรกของภาพยนตร์หนังถ่ายทอดออกมาให้ดูสดใสขายความเป็นเทพนิยายด้วยภาพและอารมณ์มันชวนให้คิดแบบนั้นจริง ๆ และหลังจากนั้นเมื่อหนังเปิดตัวมนุษย์หมาป่าหนังก็เปลี่ยนโทนจากความสดใสเป็นความสยองขวัญที่ซ่อนปมปริศนาทันที แต่ก็จะมีฉากโรแมนติกหยอดมาบ้างนะ หนังค่อนข้างได้ประโยชน์จากธีมของเรื่องซึ่งมีบรรยากาศเหมือนป่าที่อยู่กลางหิมะ จริง ๆ แล้วหนังน่าจะเพิ่มเติมความหลอนและความดำมืดลงไปหนังให้ได้มากกว่านี้อีกนะครับ แต่กลับทำให้หนังไม่มีความดิบเถื่อนสมกับการคาดหวังเช่นฉากโหด ๆ หรือฉากชวนแหวะ กลับไม่เต็มที่อย่างที่คาดไว้อาจจะเป็นเพราะว่าหนังต้องการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าเดิม เพราะถ้าหนังสร้างภาพที่รุนแรงอาจจะติดเรทไปที่เรทR เพราะงั้นอาจจะทำให้เด็กที่รู้จักตำนานของหนูน้อยหมวกแดง ไม่สามารถเข้ามาชมภาพยนตร์เลยก็ได้

หนังมีไอเดียในการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดูและหนังจะไม่เฉลยให้คนดูรู้ว่าใครคือหมาป่าตั้งแต่ตอนเรื่อง แต่การเดินเรื่องจะค่อย ๆ หยอดปมและหลอกล่อให้คนดูคิดว่าคนนั้นเป็นหรือคนนี้เป็น ดังนั้นมันจะเป็นใครก็ได้ที่มีโอกาสเป็นหมาป่า ซึ่งก็เป็นปกติที่คนดูจะต้องเดาไปเรื่อย ๆ แล้วเมื่อหนังเฉลยออกมา บางคนก็อาจจะอึ้งบางคนก็อาจจะเฉย ๆ อาจจะเดาหรือว่ารู้อยู่แล้ว  ถือว่าทำได้ดีในเรื่องของการหลอกล่อคนดู แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยนะครับ คือหนังปูเรื่องมาค่อนข้างดีแต่การเฉลยว่าใครเป็นหมาป่า กลับเฉลยในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเพราะการเฉลยควรที่จะกดดันอารมณ์ของคนดูให้อยากรู้จนถึงที่สุดก่อน เหมือนจังหวะในการเฉลยมันยังไม่ลงล็อค

ส่วนตัวชอบงานโปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ มีการถ่ายทำในหมู่บ้านที่อยู่กลางป่าท่ามกลางหิมะ ดูย้อนยุคนิด ๆ ได้กลิ่นอายในช่วงยุโรปกลางและงาน CG ก็ทำได้ไม่เลวทางเอฟเฟคต์หมาป่าและการไล่ล่าทำได้ดูสมจริงครับ ส่วนซาวด์ประกอบก็ใส่มาได้ตรงจังหวะค่อนข้างพอดี บางช่วงก็หลอน บางช่วงก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้น เรื่องซาวด์และเอฟเฟคต์ถือว่าใช้ได้

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง PIXAR กับก้าวแรกแฝงประเด็น LGBTQ

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง หลัง ดิสนีย์พลัส (Disney) ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยเราเชื่อว่าหลายคนคงอดตั้งความหวังกับคอนเทนต์แอนิเมชันในฐานะเจ้าตลาดระดับโลกอย่างดิสนีย์ และหนึ่งในโปรเจกต์ที่พะยี่ห้อพิกซาร์ (Pixar) อย่าง ‘LUCA’ แอนิเมชันเงือกหนุ่มใจเกเรที่ขอหนีไปตามฝันยังเกาะปอร์โตรอสโซ่แห่งอิตาลีอันงดงามก็ไม่ต่างกับโปรเจกต์ความหวังของหมู่บ้านเพราะด้วยผลงานในอดีตของค่ายที่แบกศรัทธาของแฟน ๆ จนหนักอึ้งก็ชวนให้พิสูจน์ฝีมือผู้กำกับแอนิเมชันหน้าใหม่อย่าง เอ็นริโก คาซาโรซา (Enrico Casarosa) ไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยเนื้อเรื่องแล้ว ‘LUCA’ แทบจะเป็นภาพซ้อนทับกับแอนิเมชันระดับตำนานอย่าง ‘The Little Mermaid’ เพราะว่าด้วยสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ได้ขึ้นมาเมืองมนุษย์เพื่อออกล่าตามหาความฝัน เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากเงือกมาเป็นสัตว์ประหลาดจากท้องทะเล โดยหนังจะไปโฟกัสที่ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่องอย่างลูก้า (เจคอบ เทรมบลีย์ – Jacob Tremblay) ที่ถูกพ่อและแม่ฟูมฟักอย่างกับไข่ในหินสั่งห้ามไม่ให้โผล่พ้นน้ำไปเมืองมนุษย์ที่มีแต่คนใจร้ายจ้องจะฆ่าสัตว์ประหลาดอย่างพวกเขา

แต่ตามฟอร์มว่าเจ้าหนูลูก้าก็จะต้อง “ใจเกเร”  ดูหนังออนไลน์ เป็นธรรมดายิ่งพอได้มาเจอกับ อัลเบอร์โต (แจ็ก ดีแลน เกรเซอร์ -Jack Dylan Grazer) สหายสัตว์ประหลาดลูกกำพร้าที่พาลูก้าออกเดินทางไปยังเมืองมนุษย์อย่าง ปอร์โตรอสโซ (Portorosso) เพื่อให้ได้ขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าสักครั้ง และทางเดียวที่ฝันจะเป็นจริงคือต้องแข่งขันไตรกีฬาสุดโหดร่วมกับจิวเลีย (เอมมา เบอร์แมน – Emma Berman) ลูกสาวชาวประมง

โดยพวกเขาต้องต่อกรกับ เออร์โคล (ซาเวอริโอ ไรมอนโด – Saverio RaImondO) นักปั่นแชมป์เก่าจอมบูลลีและต้องคอยหลบสายตาของเหล่่ามนุษย์ที่มองพวกเขาไม่ต่างจากอสูรกาย ในขณะที่แดเนียลา (มายา รูดอล์ฟ – Maya Rudolph) กับ ลอเรนโซ (จิม กาฟฟิแกน – Jim Gaffigan) ก็เฝ้าตามหาลูกชายอย่างลูกาอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากพลอตเรื่อง Disney ที่เหมือนเอา ‘Finding Nemo’ มาผสมโรงกับ ‘The Little Mermaid’ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องชื่นชมพิกซาร์ (Pixar) ไม่น้อยที่คราวนี้กล้าหยิบประเด็นของแสลงอย่างการใส่ความสัมพันธ์ที่แทนภาพ LGBTQ เจือลงไปในความสัมพันธ์ของลูกากับอัลเบอร์โต แม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่การกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มในช่วงวัยเริ่มแตกพานเองก็มีเหตุผลด้านจิตวิทยารองรับสำหรับช่วงค้นหารสนิยมทางเพศตัวเองได้เป็นอย่างดี

ยิ่งสถานการณ์ในหนังถูกเซ็ตให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดก็ยิ่งทำให้ภาพของการต่อสู้เพื่อการยอมรับของ LGBTQ ดูเด่นชัดขึ้นรวมถึงฉากชวนช็อกที่อาจทำให้คนดูถึงกับใจหายใจคว่ำในช่วงวิกฤติของเรื่อง (Crisis) ก็ยิ่งทำให้บทภาพยนตร์ของ ‘Luca’ สำรวจเรื่องการยอมรับใน LGBTQ ทั้งในระดับมหภาคอย่างสังคมรวมไปถึงปัจเจกบุคคลได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทีเดียว

และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือฉากหลังของเรื่องที่เป็นเมืองปอร์โตรอสโซอันแสนสวยงามและวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียนที่ ‘Luca’ เสิร์ฟเราได้อย่างอร่อยตลอดทั้งเรื่องทั้งการพาเราไปชมวิวทิวทัศน์เมืองทะเลโอบล้อมด้วยภูเขาหรือจะเป็นตึกรามบ้านช่องสีสันสดใสและวัฒนธรรมการกินการใช้ชีวิตอาชีพชาวประมงซึ่งก็ถือว่าคาซาโรซาในฐานะผู้กำกับและเขียนบทได้ถ่ายทอดความเป็นอิตาลีได้อย่างลึกซึ้งและน่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้ ‘Luca’ ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันที่น่าประทับใจของพิกซาร์อีกเรื่องได้อย่างไร้ข้อกังขา

จุดเด่น
เป็นแอนิเมชันที่รุ่มรวยการนำเสนอวัฒนธรรมอิตาลี
สามารถนำเสนอประเด็น LGBTQ แฝงในปริมาณกำลังดี
คาแรกเตอร์มีเสน่ห์มาก
จุดสังเกต
หากเทียบกับหนังพิกซาร์ยุคหลังเรื่อง Inside Out ก็อาจจะดูด้อยในเชิงความลึกซึ้งและปรัชญาชีวิตไปนิดนึง

หลังจากที่วันนี้ทาง DisneyPlus Hotstar ได้เปิดตัวให้ใช้งานในประเทศไทยเป็นวันแรกแน่นอนว่ามีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีย์ต่างๆจากทั้ง FOX – DISNEY – MARVEL มากันครบเลยทีเดียวครับ แต่เรื่องนึงที่น่าสนใจนั้นคือ อนิเมชั่น LUCA ที่เป็นหนังเรื่องที่ตอนแรกนั้นจะเข้าในโรง แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายๆเรื่องต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการฉายบน DisneyPlus แทนนั้นเอง ตัวหนังเองจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Sea Monster ที่แอบเที่ยวบนบก จนมีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้นจะเล่าเรื่องในเมืองโซน Italian Riviera ซึ่งเราจะเห็นตัวเมือง ภาษา วัฒนธรรมของ อิตาลีหลายๆอย่างเลยทีเดียวครับ เป็นแนวดูเพลินๆ อบอุ่น และ ทำได้ดีตามแบบฉบับ Pixar

เนื้อเรื่องนั้นเล่าเรื่องได้ค่อนข้างสูตรสำเร็จนิดหน่อย และอาจจะไม่ได้ลึกหรือซึ้งแบบที่เราเคยเห็นในหลายๆเรื่องซักเท่าไร แต่ก็ดูเพลินๆเป็นหนัง เบาสมอง ฮาๆซะมากกว่าถ้าเทียบกับเรื่องพวก Coco – Soul ก่อนหน้าบอกเลยว่าพวกนั้นลึกกว่าเยอะมาก แต่ที่เด่นคงจะหนีไม่พ้นทั้ง วัฒนธรรม งานภาพต่างๆ หรือจะเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนั้นๆ การพูดภาษา ประโยคติดปาก หรือว่าจะเป็นการกินอาหารทั้งหมดล้วนใส่ใจรายละเอียดได้ดีเลยแหละ เล่าเรื่องแบบตรงๆไม่ได้มีมุมหักหรือดราม่าอะไรเยอะแยะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่เบาสมองมากๆเรื่องนึง ดูแก้เบื่อได้ดีมากๆ เสพงานภาพต่างๆสวยงาม และ ตัวละครก็มีความน่ารัก วัยเด็กซนต่างๆได้ดีเลยแหละ มีทั้งตัวละครหลัก Luca Paguro และ Alberto Scorfano รวมถึง Giulia Marcovaldo ที่จะมีภารกิจที่จะแข่งขัน ไตรกีฬา Portorosso Cup และก่อนจะถึงการแข่งขันต่างๆนั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้น ทั้งครอบครัว การแข่งขัน และการปิดเรื่องราวของคู่ Sea Monster ส่วนตัวเนื้อเรื่อง บทอะไรไม่ได้เด่น แต่จะเน้นความกวนๆ เบาสมอง สายฮา และ เรื่องราวของเด็กๆวันซนซะมากกว่า

งานภาพและเสียงนั้นต้องบอกว่าเป็นจุดที่ดีมากๆในเรื่องนี้ งานภาพยังคงโดดเด่นตามสไตล์ของ Disney Pixar ทั้งเรื่องของความเนียนที่ทำได้ดีเช่นเดิม หรือจะเป็นโทนสีที่สดใสเหมาะสมกับแนวชายฝั่ง Mediterranean มากๆ และดูสดใส รวมถึงการเล่าเรื่องใต้ทะเลก็ทำได้สวยงามแม้จะไม่ได้มีการเล่าเรื่ออะไรเยอะก็ตาม จะเน้นไปบนบกล้วนๆเลยครับ แต่ก็มีโทนภาพอะไรที่แตกต่างกันอยู่ รวมถึงในช่วงเริ่มต้นของหนังเช่นกัน ส่วนความเนียนงานภาพ CG บอกเลยว่าระดับเทพอยู่แล้วครับ อยากจะเสพในโรงหนังน่าจะโหดไปมากกว่านี้ ส่วนเพลงนั้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ค่อนข้างเพลิน และ แนวอิตาลีเล็กน้อยครับถือว่าเสริมตัวหนังได้ดี ซึ่งทาง PIXAR เองนั้นเก่งในเรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกันครับ

ภาพรวมนั้นต้องบอกว่าเป็น อนิเมชั่นที่ดูเพลิน เนื้อหาไม่หนักอะไรมากนัก เล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จของบรรดาหนังที่เราเห็นในหลายๆเรื่องของ PIXAR ครับ รวมถึงงานภาพ เสียงยังคงทำได้น่าประทับใจ แม้ว่าเรื่องนี้จะค่อนข้างสั้น และ ไม่ได้มีดราม่าเรียกน้ำตาอะไรเท่าไร แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การดูอีกเรื่อง ค่อนข้างชอบเรื่องการสื่อถึง วัฒนธรรมของชาวอิตาลีได้ดีมากๆ ทั้งการกินไอติม ภาษา ท่าทางต่างๆนั้นสื่อออกมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวครับในเรื่องนี้

Luca (ลูก้า) ภาพยนตร์อนิเมชั่น 3 มิติแนว แฟนตาซี และ ข้าม ผ่านวัย (Fantasy and Coming of Age) ผลิตโดย Pixar Animation Studios และจัดจำหน่ายโดย Walt Disney Studios Motion Pictures ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เอนรีโก คาซาโรซา กับการกำกับงานอนิเมชั่นเรื่องยาวครั้งแรกหลังจากผลงาน La Luna อนิเมชั่น สั้น ฉายปะหน้า อนิเมชั่น ยาว BRAVE ในปี 2011 ได้ชนะใจผู้ชม จนเข้าชิงรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 84 ปี 2012 เขียนบทโดย เจสซี แอนดรูวส์ และ ไมค์ โจนส์ โดยทั้งสองคนนี้มีเครดิตที่น่าจับตามองมากอย่างคนแรก เจสซี แอนดรูวส์ เคยดัดแปลงบทภาพยนตร์จากนิยายวัยรุ่นเยาวชนเคล้าน้ำตาที่เขาเขียนเอง เรื่อง Me and Earl and the Dying Girl ที่ได้รับคะแนนวิจารณ์อย่างท่วมท้น ส่วนอีกคน ไมค์ โจนส์ เคยดัดแปลงบทพากย์ภาษาอังกฤษของอนิเมชั่นจิบลิอย่าง The Wind Rises ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก อนิเมชั่นทิ้งทวนของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจมาแล้วทั่วโลกในปี 2013 และแน่นอนว่าส่วนประกอบที่ลงตัวแบบนี้ต้องมาพร้อมด้วยเสียงพากย์คุณภาพโดย เจคอบ เทรมเบลย์ หนูน้อยน่ารักจากของบทบาทเด็กน้อยหน้าตาอัปลักษณ์สุดน่ารักใน WONDER ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ (2017) มาให้เสียงพากย์ลูก้า ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่อง และ แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ เด็กหนุ่มมากความสามารถจากบท เอ็ดดี้ เด็กขี้กลัวจาก IT อิท โผล่จากนรกทั้งสองภาค มาให้เสียงพากย์อัลเบอโต้ คู่หูของลูก้าที่จะมาพาเขาไปผจญภัย โดยภาพยนตร์อีกเรื่องที่โดนพิษโควิดจนต้องย้ายจากโรงภาพยนตร์มาลงที่ Disney+Hotstar จนทีมงานผู้สร้างแอนิเมชันจาก Pixar หลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าในไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันหลังจากที่ปล่อยตัวอย่างว่าจะฉายโรง สุดท้ายโควิดก็ระบาดหนักจนกลายเป็นหนังที่ฉายรับดิสนีย์พลัสฮอทสตาร์ บริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์พลัสในประเทศไทยที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์ เรื่อง นี้ได้รับคำชมโดย สื่อ จาก ต่างประเทศ ถึงเสน่ห์และมนต์ขลังของอิตาลี และงานภาพที่มีเสน่ห์ แต่สำหรับผมมันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มาอ่านรีวิวผมกันดีกว่า

ความสุขของกะทิ (Happiness of Kati)

ความสุขของกะทิ จาก “วรรณกรรมซีไรต์” ที่กุมหัวใจผู้อ่านทั่วประเทศ ลัดฟ้าสู่ระดับโลกด้วยความประทับใจ
พร้อมแล้วที่จะมาเติมเต็มและแบ่งปันความสุข ในรูปแบบภาพยนตร์ที่ใครๆ ต่างเฝ้ารอ
จากปลายปากกาเขียนบทภาพยนตร์ครั้งแรกของ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” เจ้าของบทประพันธ์รางวัลซีไรต์
ครั้งแรกที่คุณจะได้รู้จัก “หนูน้อยกะทิ”
โดยกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์น้องใหม่ “ภาพยนตร์ชูใจ”
พร้อมทีมนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังระดับ “หัวกะทิ”
ที่จะเนรมิตจินตนาการจากตัวหนังสือสู่แผ่นฟิล์มอย่างละเมียดอารมณ์
ในภาพยนตร์อิ่มอุ่นใจเรื่อง “ความสุขของกะทิ”
เติมเต็มความสุขทุกหัวใจ 8 มกราคม 52

วันไหน ๆ หัวใจก็มีความสุข
“ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่”

“กะทิ” (น้องพลอย-ภัสสร คงมีสุข) เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ต้องผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อ “แม่” (รัชนก แสง-ชูโต) ต้องจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคร้ายที่มิอาจรักษา กะทิต้องผ่านขั้นตอนความสุขและทุกข์ ความผูกพันและการพลัดพราก ความสมหวังและความสูญเสียที่มากเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันนี้จะรับไหว

“น้ำตาไม่อาจแทนความโศกเศร้าได้”

กะทิได้เรียนรู้และตัดสินใจด้วยตัวเองผ่านสิ่งละอันพันละน้อยใน “ลิ้นชักแห่งความทรงจำ” ที่แม่เตรียมไว้ให้ก่อนสิ้นลมหายใจว่าความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมิอาจพรากความสุขจากความรักและความผูกพันของแม่ที่มีต่อเธอได้

“อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต”

เด็กน้อยเติบโตขึ้นจากประสบการณ์นี้ด้วยความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตจากบุคคลใกล้ชิด…ผู้ที่เธอรักและรักเธอ ไม่ว่าจะเป็น “ตา” (สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์) และ “ยาย” (จารุวรรณ ปัญโญภาส) ผู้ที่รักหลานกะทิดุจชีวิต, “น้าฎา” (เข็มอัปสร สิริสุขะ), “น้ากันต์” (กฤษฎา สุโกศล แคลปป์), “ลุงตอง” (ไมเคิล เชาวนาศัย) และ “พี่ทอง” (นิธิศ โค้วสกุล) ที่ต่างเข้ามาสร้างสีสัน แบ่งปันความสุข และเติมเต็มชีวิตให้หนูน้อยกะทิรู้สึกว่า เธอไม่ได้ขาดอะไร และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เฉกเช่นเด็กๆ ในวัยเดียวกัน

ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้วในความโศกเศร้านี้ ก็มี… ดูหนังออนไลน์

“ความสุขจริงแท้อันยิ่งใหญ่” ที่ได้เบ่งบานในหัวใจของ “เด็กหญิงกะทิ” อยู่เช่นกัน

“ความสุขของคนรอบข้าง คือความสุขของเราด้วย…ความสุขแบ่งปันกันได้ วันไหนๆ ก็มีความสุข”

ชูฟิล์ม…ชูใจ

“ภาพยนตร์ชูใจ” คือกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม คลุกคลี และคร่ำหวอดในแขนงงานต่างๆ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ล้วนแล้วแต่ต่างผ่านโมงยามในการเรียนรู้ หลงใหล ประทับใจในเสน่ห์ของภาพยนตร์ในฐานะคนรักหนังมาแรมปี โดยหวังไว้สักวันหนึ่งว่าจะได้มีโอกาสถ่ายทอดความคิด ผลักดันไอเดียที่แล่นผ่านเข้ามาในชีวิต ออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ที่มุ่งสื่อสารกับผู้คนกลุ่มใหญ่

และในวันนี้ “ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก” ในนามของ “ภาพยนตร์ชูใจ” กำลังจะถือกำเนิดขึ้น เมื่อได้รับเกียรติจากนวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์ปี 2549 มาสร้างเป็นผลงานภาพยนตร์เปิดตัวเรื่องแรก เนื่องจากเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาดีตรงตามแนวทางของกลุ่มที่เน้นการสร้างภาพยนตร์ที่ช่วยเชิดชูยกระดับจิตใจและสร้างสรรค์สังคม

โดย “ความสุขของกะทิ” เป็นหนังสือที่มีการขมวดปมทางอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างความประทับใจ อิ่มอุ่นอบอวลให้กับแฟนหนังสือได้อย่างลงตัวที่สุด

นอกจากนี้ ทาง “ภาพยนตร์ชูใจ” ยังได้รับเกียรติอย่างสูงจาก “งามพรรณ เวชชาชีวะ” ในการถ่ายทอดเรื่องราวของ “เด็กหญิงกะทิ” ผ่านบทภาพยนตร์ร่วมกับผู้กำกับ “เจนไวย์ ทองดีนอก” เป็นครั้งแรกด้วย

รวมถึงยังมี 2 สาวเก่งผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์ไทยอย่าง “โอ๋-จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ” (ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัทสหมงคลฟิล์มฯ) และ “นิหน่า-สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา” (โปรดิวเซอร์เรื่อง “กั๊กกะกาวน์” และ “เขาชนไก่”) มารับหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมงานสร้าง” (Producer)
เกร็ดย่อยเพิ่มรสชาติ…ชิมก่อนชม “ความสุขของกะทิ”

1) ภาพยนตร์ “ความสุขของกะทิ” สร้างจากสุดยอดวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ปี 2549 ในชื่อเดียวกันซึ่งเป็นงานเขียนเล่มแรกของ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” (เป็นนักเขียนซีไรต์คนที่ 26 ของไทย)

2) ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 250,000 เล่ม หนังสือ “ความสุขของกะทิ” ได้รับการตีพิมพ์ “ครั้งแรก” เมื่อเดือน “พฤศจิกายน 2546” จนถึงล่าสุด “ครั้งที่ 58” เมื่อเดือน “ตุลาคม 2551” รวมถึงมี “ฉบับปกแข็ง” ออกมาในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วย (แน่นอน เมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ยอดจำหน่ายหนังสือย่อมต้องพุ่งทะยานขึ้นไปอีก)

3) โด่งดังเป็นที่รู้จักในนานาชาติที่ได้รับอนุญาตลิขสิทธิ์แปลและจำหน่ายแล้ว 7 ภาษาใน 8 ประเทศ คือ “สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย (ภาษาอังกฤษ), ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สเปน (ภาษาคาตาโลเนีย), เกาหลี, ลาว” และที่ประเทศ “จีน” และ “ไต้หวัน” (ภาษาจีน) เป็น 2 ประเทศล่าสุดที่เพิ่งได้ขายลิขสิทธิ์เพื่อแปลและพิมพ์จำหน่ายต่อไป

4) ภาคต่อของหนังสือ “ความสุขของกะทิ” มีชื่อว่า “ตามหาพระจันทร์” ซึ่งถูกหยิบจับรายละเอียดบางส่วนมาใช้เพื่อสร้างสีสันให้กับเรื่องราวและตัวละครในเวอร์ชันภาพยนตร์ด้วย

5) ภาพยนตร์อิ่มอุ่นหัวใจเรื่องนี้เป็นการสร้างสรรค์ผลงานเรื่องแรกของกลุ่ม “ภาพยนตร์ชูใจ” ซึ่งชื่อกลุ่มภาพยนตร์นี้มีต้นกำเนิดมาจากชื่อตัวละครมานะ, มานี, ปิติ, “ชูใจ” ในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเมื่อครั้งอดีต เพราะหลักการของกลุ่มอยู่ที่การทำหนังอะไรก็ได้ที่ช่วยยกระดับจิตใจผู้ชม ดูแล้วชื่นชูจิตใจ

6) ภาพยนตร์ที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีกำหนดฉายประเดิมส่งความสุขให้กับทุกหัวใจในศักราชใหม่ 8 ม.ค. 52 เรื่องนี้ เป็นการเขียนบทภาพยนตร์ครั้งแรกของเจ้าของบทประพันธ์ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” ร่วมกับผู้กำกับภาพยนตร์ครั้งแรก “เจนไวยย์ ทองดีนอก” (มือรางวัลกำกับภาพยนตร์สั้น) โดยมีการพูดคุยถึงแนวทางการเขียนบทอยู่ 6 เดือน ก่อนจะลงมือเขียนและพัฒนาบทอย่างจริงจังเป็นเวลา 3 เดือน

7) ประเดิมบทนำในภาพยนตร์เป็นครั้งแรกของ “น้องพลอย-ภัสสร คงมีสุข” กับบท “กะทิ” เด็กหญิงหน้าใส ตาแป๋วแหวว ผมม้าเต่อ (นำเทรนด์) พร้อมด้วย “น้องไอซ์-นิธิศ โค้วสกุล” ในบท “พี่ทอง” พี่ชายที่แสนดีของกะทิ พร้อมเสริมทัพหน้าด้วยนักแสดงมืออาชีพชั้นนำของไทยอย่าง “สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์” (รับบท “ตา”), “จารุวรรณ ปัญโญภาส” (ยาย), “กฤษฎา สุโกศล แคลปป์” (น้ากันต์), “เข็มอัปสร สิริสุขะ” (น้าฎา), “ไมเคิล เชาวนาศัย” (ลุงตอง) และ “รัชนก แสง-ชูโต” (แม่) ซึ่งทุกคนจะทำให้คนดู “อิน” ไปกับบท “ซึ้ง” ไปกับหนัง…ได้อย่างไม่ยาก

8) ขำขำ…ใครจะไปคาดคิดว่า “น้อย วงพรู” และ “ไมเคิล เชาวนาศัย” เคยแสดงเป็น “คู่รักสวีตหวาน” กันมาก่อน!!! ในภาพยนตร์ฮาสุดล้ำอย่าง “หัวใจทรนง” (The Adventure of Iron Pussy / 2547)

9) ทัพหลังอัดแน่นด้วยทีมงานคุณภาพแถวหน้าอย่าง “งามพรรณ เวชชาชีวะ“ (ร่วมเขียนบท), “ธนนท์ สัตตะรุจาวงษ์” (กำกับภาพ), “ม.ร.ว.ปัทมนัดดา ยุคล” (ลำดับภาพ), “เอกรัฐ หอมลออ” (ออกแบบงานสร้าง), “กรกนก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) และ “นภ พรชำนิ” (ดนตรีประกอบ) รวมถึง “เชอร์รี่ เข็มอัปสร” ที่นอกจากจะมีบทแสดงแล้ว ก็ยังผันตัวเองมาเป็น “ผู้ช่วยผู้กำกับ” ในเรื่องนี้ได้อย่างสวยงาม ไม่บ่อยครั้งนักที่ภาพยนตร์ไทยสักเรื่องหนึ่งจะ “รวมดาวทีมงานหัวกะทิ” มาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่คาดหวังกันได้เลยถึง “คุณภาพของภาพยนตร์ในระดับสูง” ที่น้อยเรื่องนักจะทำได้

10) ใช้เวลาในช่วงการถ่ายทำประมาณ 2 เดือน ในโลเคชันหลักอย่าง “บ้านริมคลอง” (ถ่ายที่อยุธยา), “บ้านชายทะเล” (ถ่ายที่หัวหิน) และ “บ้านกลางกรุง” (คอนโด Bio House แถวสุขุมวิท) อย่างตรงตามจินตนาการตัวหนังสือ

11) ความพิเศษอีกอย่างของเรื่องนี้ที่ไม่มีปรากฏในหนังสือก็คือ “ชื่อ-สกุลจริง” ของตัวละครที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้นใหม่เพื่อฉบับภาพยนตร์โดยเฉพาะ ดังนี้ “ตา” (พิทักษ์ พจนวิทย์), “ยาย” (ลัดดา พจนวิทย์), “แม่” (ณภัทร พจนวิทย์), “กะทิ” (ณกมล พจนวิทย์), “น้าฎา” (ชฎา โฉมทิพย์), “ลุงตอง” (วิทยา วงศ์ภิรมย์) และ “พี่ทอง” (สุวรรณ วินัยดี)

12) เสน่ห์น่ารักเล็ก ๆ จุดหนึ่งของเรื่องนี้ ก็คือผู้กำกับและผู้ประพันธ์มีชื่อเล่นตรงกันว่า “เจน” แถมยังเกิดใน “ปีเถาะ” เหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมายอีก ดังนั้น อย่าแปลกใจไปถ้าจะเห็น “นานากระต่าย” ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้

13) “ฉากกะทิร้องไห้” ที่หนังสือเขียนไว้ว่า “กะทิร้องไห้จนตัวโยน วิ่งอย่างสุดแรง” เป็นฉากที่ผู้กำกับเจนไวยย์ชอบและประทับใจมากๆ ฉากหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้กำกับอยากกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้…สุดแรง

รีวิวร้อน: ไร้แล้วซึ่งทางออก กับภาค ‘วิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ’ จากจักรวาลปรมาจารย์ลัทธิมาร

มาแล้วกับอีกหนึ่งภาคแยกที่บรรดาสาวก #ปรมจ ต่างรอคอย “ปรมาจารย์ลัทธิมาร ภาควิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ” ในฐานะอีกหนึ่งติ่ง ขอบอกเลยว่า “ใครคิดว่าจะออกจากกูซู จะได้มาหลงอยู่ในชิงเหอแทน”

ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น มีเสน่ห์จัดทุกตัวละคร ทำให้ความยาว 50 ตอนก็ไม่อาจเติมเต็มใจผู้ชมได้ บรรดาผู้จัดเลยทำทั้งนำซีรี่ส์ไปตัดต่อใหม่ ทำตอนพิเศษ แถมด้วยภาพยนตร์ภาคแยก ซึ่งตอนนี้มีด้วยกัน 2 ภาค คือภาคลมหายใจขุนพลผี (The living dead) ที่ปล่อยให้รับชมกันไปเมื่อปลายปี 2562 และ ภาควิญญาณอาฆาตแห่งชิงเหอ (Fatal Journey) ที่เพิ่งปล่อยมาสด ๆ ร้อน ๆ ออนไลน์ผ่าน WeTV ให้รับชมถึงบ้านเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา

ปรมาจารย์ลัทธิมาร เป็นซีรี่ส์สร้างจากนวนิยายจีนชื่อดัง ก่อนหน้านี้เคยถูกดัดแปลงเป็น มันฮวา หรือการ์ตูนแบบมังงะฉบับจีน และแอนนิเมชันมาแล้วซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ดูหนังออนไลน์  (โดยเฉพาะในบรรดาสาววายทั้งหลาย) สำหรับตัวซีรีส์นี้ผู้สร้างลดทอนความวายออก เหลือเพียงมิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายแทน

 

เนื้อเรื่องเล่าถึงความดีความชั่วผ่าน “เว่ยอู๋เซียน” หรือ ปรมาจารย์อี๋หลิง ผู้สิ้นชีพ ณ เนินป่าช้า เชื่อกันว่ากายแหลกเหลว ไร้ร่างให้ดินกลบฝัง ด้วยพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้าเป็นที่โจษจัน ทำให้ผู้คนพากันยินดีที่เขามอดม้วย แต่แล้วกาลเวลาผ่านไปสิบกว่าปี มีใครบางคนใช้อาคมต้องห้าม ยอมอุทิศร่างให้เขาฟื้นคืน ! เพื่อสืบหาผู้บงการและหลีกหนีจากศัตรูที่มีอยู่ทุกหัวระแหง เว่ยอู๋เซี่ยนจำต้องปิดบังตัวตนสุดชีวิต โดยเฉพาะกับตระกูลเซียนที่เคยล้อมปราบ คนที่เคยรู้จัก รวมถึงคู่รักคู่แค้นอย่าง หลานวั่งจี

ในภาคนี้ เนื้อเรื่องจะโฟกัสไปที่สองพี่น้องตระกูลเนี่ย อีกหนึ่งตระกูลเซียนที่มีความเกี่ยวพันกับการฟื้นคืนชีพของเว่ยอู๋เซียน และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขจัดเหล่าอธรรม คืนคุณธรรมให้แผ่นดิน (สโลแกนคุ้น ๆ แหะ) ในซีรี่ส์หลักคาแร็กเตอร์ของคนพี่ “เนี่ยหมิงเจวี๋ย” (หวังอี้โจว) คือประมุขตระกูลผู้ดุดัน เกรี้ยวกราด แต่มากฝีมือและเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ขณะที่คนน้อง “เนี่ยหวายซัง” (จี้หลี) กลับนุ่มนิ่ม ลั้นลา ไม่ประสาวิทยายุทธ ทำให้คนพี่ต้องคอยอบรมดุด่าอยู่บ่อยครั้ง

ทว่าในภาคแยกนี้ จะนำเสนอมุมมองที่ต่างไป ภายใต้บุคลิกดุดันกลับมีความอ่อนโยนแฝงเร้น และภายใต้ความเล่น ๆ ก็มีความจริงจังซ่อนอยู่ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคที่พาเราเข้าสู่มิติลึกของสองตัวละคร และหลงเสน่ห์อย่างช่วยไม่ได้ แถมยังทำให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของสองพี่น้องได้อย่างลึกซึ้ง เสริมให้เข้าใจการกระทำในภาคหลักอย่างแจ่มชัดขึ้นไปอีก (และแน่นอนว่าทำให้สองนักแสดงหลักดูเท่ น่ากรี๊ดไปอีกขั้น คาดว่าจะมีแฟนคลับนอกจอเพิ่มขึ้นอีกตรึม)

สำหรับโปรดักชันเองก็ยังคงคุณภาพได้ไม่มีตก คุมโทนได้ทุกหมัด รักษามาตรฐานดีเช่นเคย ขนาดแอกติ้งของตัวละครประกอบที่โผล่มาเพียงเสี้ยววิก็ยังเล่นดีไม่มีแข็ง และที่โดดเด่นคือ ฉากบู๊ที่มาเต็ม กับจังหวะตัดภาพที่เรียกความขนลุกได้กำลังดี จะมีก็แต่ CG บางช็อตที่ดูหลอก ๆ ไปบ้าง แต่ก็ยังจัดว่ารับได้

แม้ว่าการเดินเรื่องยังเป็นสไตล์จีนค่อนข้างมาก คือเดินเรื่องรวดเร็วว่องไว หากไม่ใส่ใจจะหลุดรายละเอียด แต่เรื่องนี้กลับใช้หลัก “น้อยแต่มาก” แบบญี่ปุ่นได้อย่างกลมกลืน คือเลือกใช้องค์ประกอบสื่อความจำนวนไม่มากและบทพูดเพียงไม่กี่ประโยค ในจังหวะที่ใช่ จนสามารถฮุกเข้าไปในใจ สื่อเรื่องสำคัญให้ชวนซึ้งไปเต็ม ๆ (ยิ่งตอนจบเพลงประกอบขึ้น ใครอินจัดจะร้องไห้เหมียนหมาเลยขอบอก)

ด้วยเหตุนี้ สาวก #ปรมจ จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง (ใครยังไม่ดูสุดสัปดาห์นี้รีบจัดไปโลด เดี๋ยวจะคุยกับสาวกท่านอื่นไม่รู้เรื่อง) แต่หากใครยังไม่หลุดมาเข้าในจักรวาลนี้ เราขอแนะนำให้ไปเข้าทางเข้าหลักคือซีรีส์ทั้ง 50 ตอนเสียก่อน ถึงจะอิน ฟิน และเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ขอเตือนไว้ก่อนเลยนะว่า จักรวาลนี้เข้าได้อย่างเดียวไม่มีทางออก ต้องมูฟออนเป็นวงกลมกันต่อไป

จุดเด่น
มิติของตัวละครชัดเจนกว่าภาคหลัก
การแสดงดีทั้งนักแสดงหลักและรอง
คุมโทนในรายละเอียดเสื้อผ้าและฉากดี

จุดสังเกต
ขาดความต่อเนื่องของฉาก CG ในบางจุด
เล่าเรื่องเร็ว ทำให้เข้าใจยากในบางจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ดูภาคหลักมาก่อนมากกว่า
การให้แสงเงายังดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติในบางช่วง

เรื่องราวยุทธภพ 16 ปีก่อนที่ถูกแบ่งแยกเป็นห้าส่วนได้แก่ ตระกูลหลันแห่งกูซู ตระกูลเจียงแห่งยวิ๋นเมิ่ง ตระกูลเนี่ยแห่งชิงเหอ ตระกูลเวินแห่งฉีซาน และตระกูลจินแห่งหลันหลิง ห้าตระกูลควบคุมยุทธภพด้วยกัน และเมื่อตระกูลเวินอาละวาด ประชาชนเดือดร้อนหาความสงบสุขไม่ได้ เหล่าเซียนเทพจึงต้องออกมาผดุงคุณธรรม ปฏิบัติการรวมพลังต่อต้านตระกูลเวิน “เว่ยอู๋เซี่ยน” ผู้ที่ได้รับการขนานนามความสำเร็จในการล้มล้างตระกูลเวิน ถือเป็นการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เพราะวิชาอันแกร่งกล้าของเขาต่างทำให้ผู้คนมากมายหวาดกลัวและขนานนามไปทั่ว เลยถูกยอดฝีมือจากทั่วทุกหนแห่งอยากจะทำลายล้าง หลังจากนั้น 16 ต่อปีมา เว่ยอู๋เซี่ยนจู่ๆก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และได้กลับมาพบเจอกับหลานวั่งจีแห่งตระกูลกูซูหลาน และเจียงเฉิงแห่งตระกูลอวิ๋นเมิ่งเจียงรวมถึงคนเก่าๆอีกมากมาย ปริศนาในภพเก่ายังไม่หายไป ศึกในยุทธภพจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ปรมาจารย์ลัทธิมาร (จีน: 魔道祖师; พินอิน: Mó Dào Zǔ Shī; แปลตรงตัว: “ปรมาจารย์ลัทธิมาร”) เป็นนวนิยายจีนชื่อดังประพันธ์โดย โม่เซียงถงซิ่ว (Chinese: 墨香铜臭) ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ ค.ศ.2016 ได้รับความนิยมอย่างมากจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นแอนิเมชันและละครโทรทัศน์ ออกอากาศทาง Tencent Video ในประเทศจีน พร้อมกับการออกอากาศทาง WeTV ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2562

ปรมาจารย์อี๋หลิง เว่ยอู๋เซี่ยน สิ้นชีพ ณ เนินป่าช้า ว่ากันว่ากายแหลกเหลว ไร้ร่างให้ดินกลบฝัง ทว่าด้วยพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้าที่ระบือไกล ผู้คนจึงพากันยินดีที่เขามอดม้วย และไม่ว่าใครก็คงคาดไม่ถึงว่า เวลาผ่านไปสิบกว่าปี จะมีใครบางคนใช้อาคมต้องห้าม ยอมอุทิศร่างให้เขาฟื้นคืน! ด้วยมีศัตรูอยู่ทุกหัวระแหง เว่ยอู๋เซี่ยนจำต้องปิดบังตัวตนสุดชีวิต แม้จะทำได้ยากเย็นเต็มที เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจร้ายกาจ และตระกูลเซียนที่เคยล้อมปราบ รวมถึงคู่รักคู่แค้นอย่าง หลานวั่งจี

สื่อ
นิยาย
นวนิยายต้นฉบับชื่อ ม๋อเต้าจู่ชือ Mo Dao Zu Shi แปลตรงตัวว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร ประพันธ์โดยนักเขียน โม่เซียงถงซิ่ว (Chinese: 墨香铜臭) ตีพิมพ์ทางออนไลน์แพลตฟอร์ม Jinjiang Wenxuecheng (Chinese: 晋江文学城) และตีพิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสำนักพิมพ์ Pinsin Studio (Chinese: 平心工作室) ในปี ค.ศ. 2016 เป็นภาษาจีนอักษรตัวเต็ม และตีพิมพ์โดย Sichuan Literature and Art Publishing House (Chinese: 四川文艺出版社) ในปี ค.ศ. 2018 เป็นภาษาจีนอักษรตัวย่อ และถูกนำไปแปลเป็นภาษาอื่น ได้แก่ เวียดนาม ไทย เกาหลี

ในไทยใช้ชื่อ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เบเกอรี่บุ๊ค แปลโดย อลิส วางแผงครั้งแรก มี.ค.2562 มีทั้งหมด 5 เล่มจบ ภายในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ปรมาจารย์ลัทธิมาร เล่ม 1 ตีพิมพ์ซ้ำไปแล้วถึง 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Naiin Readers’ Awards 2019 สาขา “ที่สุดของนิยายแปลแห่งปี” Best Novel of The Year – Translated อีกด้วย

ฉบับหนังสือการ์ตูน
หนังสือการ์ตูน หรือ มันฮวา ใช้ชื่อเดียวกันคือ Mo Dao Zu Shi วาดโดย ขวงเฟิงชุยขู้ตาง เผยแพร่ออนไลน์โดย KuaiKan Manhua (Chinese: 快看漫画) บทแรกเผยแพร่เมื่อ 8 ธ.ค.2017 หนังสือการ์ตูนได้รับรางวัล silver award ในประเภท Best Web Popularity Comic Adaption จาก 16th China Animation Golden Dragon Award.

ส่วนในไทยเผยแพร่ออนไลน์ในชื่อเดียวกัน คือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร โดยลิขสิทธิ์ Tencent Animation & Comics ทางแพล็ตฟอร์มอีบุ๊คทั้งเว็บไซต์ WeComics.in.th และแอพลิเคชั่น WeComics มียอดวิวมากกว่า 1 ล้านวิว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562

ฉบับเรดิโอดราม่า
ม๋อเต้าจู่ชือ มีละครวิทยุ (จีน: 魔道祖师广播剧; พินอิน: Módào zǔshī guǎngbòjù) ผลิตโดย Polar Penguin Studios ออกอากาศทางเว็บไซต์วิทยุออนไลน์ MissEvan.com ในประเทศจีน (จีน: 猫耳FM), มีทั้งหมด 3 ภาค

ฉบับการ์ตูนทีวี
ภาค 1 Qian Chen Pian (Chinese: 前尘篇) จำนวน 15 ตอน ออกอากาศวันที่ 9 กรกฎาคม 2018

ภาค 2 Xian Yun Pian (Chinese: 羡云篇) จำนวน 8 ตอน ออกอากาศวันที่ 1 สิงหาคม 2019

ภาค 3 จำนวน ??? ออกอากาศในปี 2021

ฉบับการ์ตูนทีวีได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีมากจากการผลิตและเนื้อเรื่องที่มีคุณภาพสูง ทำให้มีแฟนจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ

เมื่อออกฉายในประเทศจีน ได้กลายเป็นการ์ตูนโด่งดังในทันที มียอดวิวกว่า 1.74 พันล้านวิวทาง Tencent Video เมื่อธันวาคม 2018 การ์ตูนได้รับเรตติ้ง Douban ที่ 8.9 จาก 10 ทำให้เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่มีเรตติ้งดีที่สุดในปี 2018 ในประเทศจีน

สำหรับในไทยออกฉายออนไลน์ในชื่อเดียวกัน คือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ทางสตรีมมิ่งแพล็ตฟอร์ม WeTV

ฉบับละครโทรทัศน์
ดูบทความหลักที่: ปรมาจารย์ลัทธิมาร (ละครโทรทัศน์)

ละครโทรทัศน์ออนไลน์ ดัดแปลงจากนวนิยาย ชื่อเรื่องภาษาจีนว่า เฉินฉิงลิ่ง Chén Qíng Lìng (Chinese: 陈情令) ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Untamed และชื่อไทยยังคงใช้ชื่อดั้งเดิมคือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร สร้างโดย Tencent Penguin Pictures และ New Style Media นำแสดงโดย เซียวจ้าน และ หวัง อี้ป๋อ ออกอากาศทาง Tencent Video ในประเทศจีน พร้อมกับการออกอากาศทาง WeTV ในประเทศไทย ตั้งแต่ 27 มิ.ย. ถึง 20 ส.ค. 2562 จำนวนทั้งสิ้น 50 ตอนจบ

ฉบับภาพยนตร์
ฉบับภาพยนตร์ จะมี 2 ภาค โดยใช้ชื่อ The Living Dead เป็นภาคแยกของซือจุยกับเวินหนิง โดยจะฉายวันที่ 31 ธันวาคม 2019 และ Fatal Journey เป็นภาคแยกระหว่างสองพี่น้องตระกูลเนี่ย เนี่ยหวายซัง เนี่ยหมิงเจวี๋ย และจินกวงเหยา ที่ยังไม่มีรายละเอียดวันกำหนดฉายออกมา

Vagabond: รัฐ ความรักชาติ และการอยู่เป็น

Vagabond จะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่เราคิดว่าทำเพื่อพวกเรา แท้จริงแล้วปกปิด ปิดบัง และกำลังใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันเองตลอดเวลา
*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

ในเกมการเมือง แต่ละขั้นตอนย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลัง การล็อบบี้ต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราอาจจะไม่รู้ หรือคาดไม่ถึง ซีรีส์แอคชั่น-ดราม่าของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไปอย่าง ‘Vagabond’ ของทางช่อง SBS และ Netflix ก็เป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เราเห็นเกมการเมือง และการใช้อำนาจของเหล่าผู้นำ รวมถึงการต้องดิ้นรนเพื่อความยุติธรรมของประชาชน

Vagabond เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อมาการสืบสวนและค้นหาไป กลับพบว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเครื่องบินเกิดขัดข้องด้วยตัวมันเอง แต่กลับมีบุคคลที่จงใจ วางแผน หรือเรียกได้ว่าก่อการร้าย จน ชา ดัลกอน พระเอกผู้เคราะห์ร้าย เป็นญาติผู้เสียชีวิตต้องออกโรง ตามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ของต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของเขาต้องตาย

แม้ว่าหลายคน จะแอบบ่นกับตอนจบที่ดูเหมือนยังไม่จบของซีรีส์เรื่องนี้ และต่างก็คาดหวัง รอคอยกับซีซั่น 2 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 16 ตอนที่ผ่านมา Vagabond พาเราไปลุ้นกับการต่อสู้ และดิ้นรนของตัวหลักอย่าง ‘ชา ดัลกอน’ ที่ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเขา เหตุการณ์คงไม่ไปไกล และเราคงไม่ได้ลุ้นกับเรื่องราวในแต่ละตอนได้ขนาดนี้

*เตือนอีกครั้ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

การอยู่เป็น และอยู่ไม่เป็น

‘การอยู่เป็น’ และ ‘อยู่ไม่เป็น’ วลีที่การเมืองไทยได้ยกมาพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในซีรีส์เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นประเด็นนี้เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากมาย ทั้งหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และตำรวจ และสิ่งที่โดดเด่นของตัวละครบางตัวในเรื่องก็คือ ‘การอยู่เป็น’ โดยเฉพาะ ผอ.มิน แจชิก

มิน แจชิก เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่เรียกได้ว่า ไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้องค์กรเพื่อทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจ และผู้มีกำลังเงิน ที่สามารถให้เขาได้เติบโต เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน โดยไม่ได้สนว่าจะถูกต้อง ยุติธรรม หรือทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ทั้งยังบอกลูกน้องเสมอว่าไม่ให้ทำเรื่องเดือดร้อน นิ่งเฉยกับเรื่องบางเรื่อง ถ้าหากเป็นสิ่งของผู้มีอำนาจต้องการ

นอกจากมิน แจชิกแล้ว ก็มีตัวละครอีกหลายตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความอยู่เป็น อย่างฮง ซึงบอม มือขวาของเจสสิก้า แห่งจอห์น แอนด์ มาร์ค ที่เนื้อเรื่องก็ทำให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยภักดีอยู่กับฝั่งไดนามิก ซิสเทม และย้ายมาเพื่อความก้าวหน้า ก่อนจะทิ้งบอสของเขาอย่างเจสสิก้า เพื่อความอยู่รอด เมื่อเธอจนมุม และถูกจับ ไปหาเจ้านายใหม่ ที่กำลังจะดูก้าวหน้า และเป็นใหญ่กว่าในอนาคตอย่างนายกฯ ฮงด้วย

และถ้าเราเปรียบมิน แจชิก เป็นคนอยู่เป็น ผอ.คัง จูชอล อริคู่แข่งเบอร์ 1 ของมิน ก็คงเป็นภาพแทนของ ‘คนอยู่ไม่เป็น’ เพราะเห็นได้ว่า เขาเคยถูกย้ายงาน ไม่ให้ได้ก้าวหน้า และต้องไปทำหน้าที่แค่ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตที่เข้ามาด่ารัฐบาล เพียงเพราะนิสัยอยู่ไม่เป็นของเขามาก่อน ทั้งการอยู่ไม่เป็นของเขายังโดดเด่นจนลูกน้องมั่นใจ และพึ่งพาได้ว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการต่อสู้กับอำนาจของเบื้องบน พวกเขาต้องมาหา ผอ.คัง ซึ่งความอยู่ไม่เป็นของเขานี้ ก็เป็นอุปสรรคกับคนอยู่เป็น อย่าง ผอ.มิน จนถูกวางแผนฆ่ามาแล้ว

คาแรคเตอร์อยู่เป็น และอยู่ไม่เป็นที่ชัดเจนนี้ ไม่ได้มีแค่กับตัวละครที่เล่ามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกือบทุกตัวในเรื่อง ต้องเจอสถาณการณ์ที่ให้พวกเขาเลือกว่า จะอยู่แบบไหน ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ต้องเลือกตัดสินใจที่จะอยู่เป็น เพื่อความอยู่รอดด้วย

รัฐคือใคร? เมื่อการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐ คือความผิด

หลายครั้งเรามักผูกโยงว่า การรักรัฐบาล แปลว่าเรารักชาติ แต่จริงๆ แล้ว รัฐ ≠ รัฐบาล และรัฐบาลต่างหากที่มักนำคำว่า ชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อความต้องการของพวกเขาเอง

ฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ตัวละคร และตัวเราเองในฐานะผู้ชมกลับมาย้อนนึกว่า รัฐคือใคร และพวกเขากำลังทำภารกิจเพื่อใครกันแน่ คือฉากที่หน่วยข่าวกรอง ส่งทีมสังหารไปเพื่อฆ่าชา ดัลกอน และผู้ร้ายอย่างคิม อูกี แทนที่จะส่งทีมสนับสนุนไปช่วยเหลือ ทำให้จากภารกิจที่เดินทางไปยังโมร็อกโก เพื่อเอาตัวผู้ร้ายกลับมาขึ้นศาล เปลี่ยนเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้ได้กลับมาแทน

ในตอนนั้น กี แทอุง หัวหน้าทีมภารกิจ ตั้งคำถามว่า ดูหนังออนไลน์ 
“คำสั่งนี้ คือคำสั่งของใคร?” ซึ่งเราก็ได้เห็นคำตอบที่ผู้มีอำนาจ เอาชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง ด้วยคำตอบว่า “เป็นคำสั่งของรัฐ ถ้าไม่ทำ นายจะเป็นคนขายชาติ” ทั้งๆ ที่คำสั่งนั้นคือการสั่งให้ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน ฆ่าประชาชนด้วยกันเอง

จากผลประโยชน์ของประชาชน และการเปิดเผยความจริงที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของรัฐ กลับกลายเป็นการปกปิดเรื่องฉาว ปิดคดีให้ได้อย่างรวดเร็ว เอื้อแก่การคอร์รัปชั่นระดับชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างถูกนำคำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นข้ออ้าง และเอาคำว่า ‘คนขายชาติ’ มาเป็นโทษให้กับคนที่ไม่ยอมทำตาม

ใครรักชาติมากกว่า คนนั้นต้องได้เป็นผู้นำ?

ความรักชาติ ในหลายๆ ครั้งมักถูกเอามาพูดถึง และพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ แต่การรักชาติในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้นั้น ต้องถูกเอามามองด้วยว่า รักในแบบไหน?

การแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน Vagabond เอง ก็มีการเอาเรื่องความรักชาติมาขิงกัน ทั้งยังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการรักษาตำแหน่ง และจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ด้วยการแสดงออก และคำพูดที่พยายามบ่งบอกว่า ตัวเองทำเพื่อชาติ และฉันทำมากกว่าอีกคนหนึ่ง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จอง กุกพโย มักพูดว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ ซึ่งแม้ความจริงเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย และเห็นว่ารัฐบาลเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ประธานาธิบดีเองก็ยังบอกว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ “ผมอยากมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ คือการทำให้ประเทศทั้งมั่งคั่ง และเรืองอำนาจ อย่างที่ไม่มีใครมาดูถูกได้” จอง กุกพโยกล่าวในเรื่อง

ในขณะที่เมื่อถูกจับได้ ว่าเขาได้รับสินบนเพื่อการประมูลโครงการเครื่องบินรบแล้ว เขาเองก็ยังอ้างว่าเงินส่วนนั้น ตั้งใจเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

ด้านนายกฯ ฮง ซุนโจ มือขวา และผู้ได้ฉายาว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ของประธานาธิบดี หลังจากสะสมอำนาจ และชื่อเสียงจากการไต่เต้าข้างกายผู้นำประเทศมายาวนาน เมื่อได้โอกาสหักหลัง และมีลู่ทางในการขึ้นสู่อำนาจเสียเอง เขาก็ไม่รอช้า และยังอ้างความชอบธรรมนี้เช่นกันว่า เขาเองก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน โดยการโทษว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทำเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ความเห็นแก่ตัว แต่เขานี่แหละมาเพื่อฉีกหน้ากาก กำจัดความโลภ และทำให้ประเทศนี้เรืองอำนาจของจริง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นแพทเทิร์นแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ด้วยการวางบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้มาแก้ปัญหาของผู้นำคนก่อน มาสะสาง จัดการกำหนดอนาคตใหม่ให้ประเทศ และเมื่อเขาถูกเลขานุการประธานาธิบดีถามว่า เขาเป็นคนยังไงกันแน่ จากความพยายามขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ เขาก็ชัดเจน และตอบอย่างมั่นใจว่า เขาคือ “คนรักชาติ คนรักชาติตัวจริงที่ต่างจากจองกุก พโย”

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราก็เห็นต่อไปว่า เขาทำเพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และพร้อมจะรับคำสั่ง ที่เปลี่ยนแปลงระบบ และกลไกของสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และคนบางกลุ่มเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องบนอีกที

ความรักชาติ และทำเพื่อชาติในแบบของทั้ง จอง กุกพโย และฮง ซุนโจ ต่างก็ออกมาจากปากของพวกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนมองได้ว่า ความรักชาติกลายเป็นข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของพวกเขา โดยที่ไม่ได้มองว่า ชาติ และประชาชนได้ประโยชน์ และมั่งคั่งจริงหรือไม่ด้วย

นอกจากความรักชาติ และอำนาจของผู้นำแล้ว Vagabond เองยังพูดถึงอีกหลายประเด็น และหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของญาติผู้เสียชีวิต ที่ในเรื่องถูกลากออกมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำๆ และเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้เยียวยา และอยู่เคียงข้างพวกเขาจริงอย่างที่พยายามพูด แต่กลับใช้ประโยชน์จากความตาย และความโศกเศร้า หรือประเด็นเรื่องช่องทางคอร์รัปชั่น ล็อบบี้ยิสต์

ที่ดูแล้ว นอกจากจะได้ความบันเทิง เราต่างก็คิดตาม และเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายๆ อันก็ไม่ได้ต่างไปจากเหตุการณ์จริงในสังคม และอดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ได้เลย

Nevertheless | รักนี้ห้ามไม่ได้

” จากเว็บตูนยอดนิยมสู่ซีรีส์โรแมนติกที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ของ หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย “

ชื่อเรื่อง : Nevertheless | I Know But | รักนี้ห้ามไม่ได้ | 알고있지만
แนว : โรแมนติก
ผู้กำกับ : คิมการัม (ผลงานก่อนหน้าซีรีส์เรื่อง “Flower Crew: Joseon Marriage Agency”)
คนเขียนบท : จองซอ (ผู้แต่งเว็บตูน) | จองวอน
ช่อง : JTBC
จำนวนตอน : 10 ตอน
ช่วงเวลาออนแอร์ : 19 มิถุนายน – 21 สิงหาคม 2564
วัน-เวลาออนแอร์ : ทุกวันเสาร์ เวลา 23.00 น. (เกาหลี)

เรื่องก่อนหน้า : Undercover

ซับไทยถูกลิขสิทธิ์ : Netflix หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย

เรื่องย่อ : ซีรีส์อ้างอิงเรื่องราวมาจากเว็บตูนยอดนิยมของ Naver Webtoon ที่เล่าเรื่องราวความรัก ระหว่าง ยูนาบี หญิงสาวผู้อยากออกเดตแต่ไม่เชื่อในความรัก และ พัคแจออน ชายหนุ่มผู้มองว่าการออกเดตเป็นเรื่องน่ารำคาญแต่ก็ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ เรื่องราวความรักของวัยรุ่นที่หวาน เซ็กซี่ และต้องการจะตกหลุมรักแม้ว่ามองความรักเป็นเรื่องแย่

ซงคัง รับบทเป็น พัคแจออน
ชายหนุ่มผู้มองว่าการออกเดตเป็นเรื่องเสียเวลาแต่ว่าเขาก็ชอบที่จะจีบใครสักคน แม้ว่าเขาจะเป็นคนเฟรนด์ลี่และสดใสร่าเริงต่อทุกคน แต่เขาไม่สนใจคนอื่นและเป็นปรมาจารย์ด้านยื้อยุดฉุดกระชาก ดูหนังออนไลน์  และเขาวาดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่นอย่างชัดเจนและไม่เผยความรู้สึกของตัวเอง แต่เมื่อเขาได้พบกับ ยูนาบี เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องการจะข้ามเส้นที่ตัวเองเคยขีดไว้

ฮันโซฮี รับบทเป็น ยูนาบี
หญิงสาวผู้ไม่เชื่อในความรักแต่เธออยากที่จะออกเดต หลังจากที่เคยผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากรักแรก ยูนาบีก็ไม่เชื่อในโชคชะตาอีกต่อไป และเธอบอกกับตัวเองว่าจะไม่ตกหลุมรักใครอีก กระทั่งเธอได้พบกับ พัคแจออน ที่เข้ามาทำให้ความมุ่งมั่นของเธอนั้นสั่นคลอนราวกับต้องมนตร์

แชจงฮยอบ รับบทเป็น ยังโดฮยอก
เพื่อนสมัยวัยเด็กของ ยูนาบี ที่เป็นรักแรกของตัวเขาเองด้วย เขากำลังทำรายการสาธิตการทำอาหารผ่านช่องยูทูป

เรื่องย่อ: บอกเล่าเรื่องราวของพัคแจออน (ซงคัง) ชายหนุ่มที่มองว่าการออกเดทคือเรื่องน่ารำคาญและเสียเวลา แต่เขาก็ยังอยากจีบสาว แม้ว่าเขาจะดูเป็นมิตรและร่าเริงต่อทุกคน แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้สนใจคนอื่นเท่าไหร่ เขาขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างตัวเองกับคนอื่นเสมอ และเขาจะไม่เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่เมื่อได้พบกับยูนาบี (ฮันโซฮี) เขาก็พบว่าตัวเองต้องการข้ามเส้นแบ่งเหล่านั้น ยูนาบีเป็นหญิงสาวที่ไม่เชื่อในความรัก แต่เธอก็ยังอยากมีแฟน ในอดีตเธอเคยเจอประสบกับความโหดร้ายและขมขื่นจากรักแรก ทำให้เธอไม่เชื่อในโชคชะตาและตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นที่จะไม่เอาชีวิตของตัวเองไปจมอยู่กับความรักอีกต่อไป แต่ทว่าเมื่อเธอได้พบกับพัคแจออน เขาก็ทำให้ความมุ่งมั่นของเธอต้องสั่นคลอนราวกับมีเวทย์มนตร์

ผู้กำกับ: คิมการัม
ผู้เขียนบท: จองซอ (เว็บตูน) , จองวอน
นักแสดงนำ: ฮันโซฮี , ซงคัง , แชจงฮยอบ

สถานีออกอากาศ: JTBC
จำนวนตอน: 10

ออกอากาศเมื่อ: 19 มิถุนายน – 21 สิงหาคม 2021
วันออกอากาศ: วันเสาร์
เวลาออกอากาศ: 23:00 น. (เวลาเกาหลี)
เรตติ้งเฉลี่ย:

หมายเหตุ:

Nevertheless ดัดแปลงมาจากเว็บตูนเรื่อง 알고있지만 ที่เขียนเรื่องและวาดภาพโดย จองซอ

ในภาพที่ปล่อยออกมาก่อนการออกอากาศครั้งแรก ช่วงเวลาเดินหน้า 3 ก้าวที่ไม่มีใครหยุดยั้งของแจออนได้บรรจุไว้ คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในสายตาของ Yuna-bi ซึ่งเอนหลังพิงกำแพง และ Jae-eon Park ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างคนสองคน ใกล้พอที่จะหายใจ เรียกความตื่นเต้นเร้าใจ อารมณ์ของทั้งสองในภาพต่อไปนี้เปลี่ยนไป 180 องศา Park Jae-eon และ Yuna-bi ที่เต็มไปด้วยความสดชื่นเหมือนนักศึกษา ใบหน้าของยูนาบีที่ได้รับสายตาหวานของพัคแจออนนั้นซับซ้อน หลังจากการพบกันครั้งแรกที่เข้มข้น ทั้งสองคนกลับมาพบกันอีกครั้งในสถานที่ที่คาดไม่ถึง ทำให้เกิดความสงสัยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ช่วงเวลา ‘1 Second Before Kiss’ ของ Park Jae-eon และ Yuna-bi ทำให้เราคาดเดาความสัมพันธ์ที่คาดเดาไม่ได้ระหว่างคนสองคนที่กำลังตกหลุมรัก Yuna-bi หลับตาลง และ Jae-eon Park เข้ามาอย่างกล้าหาญในขอบเขตของเขา ช่วงเวลาที่ริมฝีปากของคุณสัมผัสได้ทุกเมื่อช่างน่าทึ่ง พบกันราวกับโชคชะตาในคืนฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ คนสองคนเพิ่มความคาดหวังด้วยการทำนายถึงความตื่นเต้นเร้าใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าพวกเขาจะผ่านอะไรมาจนกว่าจะพบกับคืนฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน

ในตอนแรกของ ‘알고있지만’ ซึ่งจะออกอากาศในวันที่ 19 การพบกันที่เป็นเวรเป็นกรรมระหว่าง Park Jae-eon และ Yuna-bi ได้ถูกวาดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ยูนาผู้ไม่เชื่อในความรัก ได้พบกับแจออน ปาร์ค ชายหนุ่มที่มีบุคลิกลึกลับ คาดว่าจะสร้างความตื่นเต้น ทีมผู้ผลิตของ 알고있지만’ กล่าวว่า “โปรดให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของ Park Jae-eon และ Yuna-bi มันแสดงให้เห็นใบหน้าที่เปลือยเปล่าของความรักที่ฉันรู้จัก แต่ฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรัก คุณจะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของ ‘แผนที่รสเค็มหวาน’ ซึ่งมีพื้นผิวที่แตกต่างจากละครเยาวชนที่มีอยู่”

รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) ซีรีส์ใหม่ล่าสุดจากเน็ตฟลิกซ์ เล่าเรื่องราวของความรักที่ผลิบานระหว่างเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยศิลปะที่ถ่ายทอดโดยซงคังและฮันโซฮี เป็นเรื่องราวของยูนาบี (ฮันโซฮี) ซึ่งไม่เชื่อในความรักแต่ก็ยังอยากจะลองคบหาใครสักคน และพัคแจออน (ซงคัง) มักสนุกสนานกับการจีบสาว แต่รู้สึกว่าการคบใครสักคนเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ แม้ทั้งสองจะมีมุมมองต่อความรักและการคบใครสักคนต่างกัน พวกเขาก็ได้เริ่มต้นกันด้วยความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กตามประสา friends-with-benefits ลองมาดูกันว่าเหตุผลที่จะทำให้แฟนๆ ต้องรอชมและหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มีอะไรบ้าง

สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง

ซีรีส์ความยาว 10 ตอนนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อเรื่องเดียวกันที่ครองใจแฟนๆ มาแล้วทั่วโลก คิมการัม ผู้กำกับและอำนวยการสร้างซีรีส์ กับฮันโซฮีเองก็กล่าวว่าทั้งคู่ต่างเป็นแฟนเว็บตูนเรื่องนี้เช่นกัน คิมการัมเล่าว่าตั้งแต่ตอนที่เธอได้อ่านเว็บตูน เธอก็อยากจะสร้างเรื่องราวของเว็บตูนนี้เป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง ที่จะแสดงให้เห็นภาพของความรักและความสัมพันธ์ที่สมจริง ซึ่งต้องลองไปชมกันดูว่าซีรีส์กับเว็บตูนจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

ความโรแมนซ์ที่สมจริง

แน่นอนว่าซีรีส์รักโรแมนติกของเกาหลีมีให้ชมกันเป็นจำนวนมหาศาล แต่ส่วนมากจะค่อนข้างแฟนตาซีมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) มีฉากกุ๊กกิ๊กหวานแหววที่หลายๆ คนชื่นชอบในซีรีส์รักโรแมนติก แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงว่าความสัมพันธ์ของคู่รักสมัยนี้นั้นเป็นอย่างไร ซงคังกล่าวถึงสาเหตุที่บทนี้ดึงดูดเขาว่า “มันมีความหวาน ความโรแมนติก ที่เรามักคาดหวังจากความรักวัยรุ่น แต่ก็มีสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เรื่องราวแตกต่างออกไป และทำให้มันโดดเด่นครับ” ว่ามาขนาดนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าความรักโรแมนติกสุดสมจริงของวัยนักศึกษามาแน่!

ตัวละครที่ใกล้ชิดกับผู้ชม

คิมการัมเล่าถึงชื่อเรื่อง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) และเหตุผลที่ผู้ชมจะรู้สึกเชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่องนี้ว่า เราจะยังคงตกหลุมรักใครสักคนอยู่ดี แม้จะรู้ว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด ซีรีส์ รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ฮันโซฮี พูดว่า “ฉันอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงด้านที่ซื่อตรงและการแสดงอารมณ์ของตัวละครนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าผู้ชมจะอินไปกับเรื่องราวของตัวละครของฉันนะคะ” ไม่ว่าคุณจะเคยมีประสบการณ์ความรักในรูปแบบไหนมาก่อนในอดีต หรือกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ความรักในอนาคต เหล่าตัวละครจากเรื่องนี้ก็ยังจะมีมุมที่คุณจะเข้าถึงและสัมผัสได้อยู่ดี

แคสติ้งนักแสดงที่สมบูรณ์แบบ

การแคสติ้งของ ซงคัง และ ฮันโซฮี นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คิมการัม กล่าวว่า “ฉันนึกถึงซงคัง และฮันซอฮีตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านเว็บตูนแล้วค่ะ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งสองคนต่างก็ชอบตัวเว็บตูนเอามากๆ และยังอยากทำงานกับฉันด้วยค่ะ” ซึ่งนักแสดงทั้งสองนั้นได้รับคำชมมากมายถึงการสวมบทตัวละครได้สมบทบาท ฮันโซฮีกล่าวว่า “ฉันกับนาบีมีอะไรที่เหมือนกันเยอะเลยค่ะ” ที่จริงแล้ว ฮันโซฮีเองก็มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และได้แสดงฝีมือวาดภาพที่ประดับอยู่ในบ้านของนาบีอยู่บางภาพเช่นกัน
เคมีสุดเร่าร้อน

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง

Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง “…ความทรงจำทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป…”

คำพูดจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่คุณซอฟท์ผู้หญิงร่างเล็กยกขึ้นมาพูดกับเราในขณะที่นั่งพูดคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในห้างดังของกรุงเทพฯคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนก็มักจะหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่แสนสดใสที่นึกถึงทีไรก็มักจะสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าได้เสมอเพราะชีวิตในวัยเด็กมีแต่ความสนุกและเสียงหัวเราะจากใจจริงที่ผู้ใหญ่ต้องการไม่น้อยเพราะการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราจินตนาการไว้ในวัยเด็ก

มีหลายๆอย่างที่เรามักจะนึกถึงเวลาหวนย้อนไปยังความทรงจำวัยเด็กของเล่นที่เล่นกับเพื่อนข้างบ้าน ขนมที่กินวัยเด็กวีรกรรมแสนปวดหัวที่แม่มักจะกุมขมับการ์ตูนจากดิสนีย์คลับที่ต้องตื่นมาดูทุกเช้าวันเสาร์กับพี่นัทพี่แนนหรือแม้ละครตอนเย็นช่อง 7 ที่ตัวละครมักจะมีพลังพิเศษสิ่งเหล่านี้ทำให้เรายิ้มได้เสมอเวลานึกถึง ราวกับว่าเราสามารถย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กตัวน้อยในวันนั้นได้อีกครั้ง

ในยุคที่ซีรีส์เกาหลีได้รับความสนใจอย่างมากจากคนไทยมีซีรีส์อยู่หนึ่งเรื่องที่สามารถสะกิดต่อมความคิดถึงในวัยเด็กของเราได้ นั่นคือ“Reply1988”ที่ใครหลายคนดูก็มักจะพูดเหมือนกันว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เกิด “ความคิดถึง” และ “ความอบอุ่นหัวใจ”

“Reply1988” เป็นซีรีส์ที่ใช้ปีค.ศ.1988 เป็นปีพื้นหลังของเรื่องชาวเกาหลีถือว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญต่อประเทศของตนเองมากเพราะเป็นปีที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคซึ่งถือว่าเป็นการเปิดประตูบ้านเพื่อให้ชาวโลกได้ทำความรู้จักวัฒนธรรมของตนเองความพิเศษของการดู Reply1988คือเหมือนเราได้นั่งฟังซ็องด็อกซอนเล่าเรื่องของตนเองในชีวิตวัยเด็กที่หมู่บ้านซังมุนดงเป็นการเล่าเรื่องแบบ throw back กลับไปในวัยเด็กของเขาและคนในหมู่บ้านแน่นอนว่าหัวใจของ Reply1988ก็ยังคงนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นที่เน้นไปเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวมิตรภาพของเพื่อนและความรักของเพื่อนบ้าน ทั้ง 5 ครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ในเวลาใกล้เคียงกัน คอยช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กันทำให้ซังมุนดงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความอบอุ่น

นอกจากความพิเศษในการเล่าเรื่องแบบ throwback ของซีรีส์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนับว่าเป็นความฉลาดของทีมเขียนบทในการให้ความสำคัญกับตัวละครด้วยเพราะทุกตัวละครไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพ่อแม่หรือกลุ่มของลูกๆทุกตัวละครมีความสำคัญและมีเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นของตัวเองมีการเล่าเรื่องของแต่ละคนในแต่ละตอนเพื่อให้เห็นเรื่องราวของตัวละครนั้นๆ แต่ก็ไม่ลืมให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นในตอนนั้นด้วยแม้แต่ตัวละครสมทบอย่างเพื่อนของนางเอกก็มีเรื่องราวที่น่าค้นหาเป็นของตัวเองและยังได้รับโอกาสให้มาสร้างสีสันในฉากสำคัญด้วยทำให้เห็นว่าตัวละครทุกตัวอยู่บนเส้นตรงที่เท่ากัน ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีละครหรือซีรีส์เรื่องไหนที่เขียนบทหรือเล่าเรื่องออกมาแบบนี้อย่างแน่นอน

การคาดเดาพระเอกในเรื่องของซีรีส์ตระกูลReplyถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของซีรีส์ตระกูลนี้ Reply1988ก็เช่นกันที่การคาดเดาพระเอกของเรื่องยังคงทำหน้าที่สร้างความตื่นเต้นและการคาดเดาของคนดูเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครเป็นพระเอกจนกว่าเราจะดูซีรีส์จนถึงตอนที่ 20 คนดูต่างสนุกกับการคาดเดาและเชียร์ตัวละครที่ชอบไม่ว่าจะเป็น

จองฮวันชายหนุ่มมาดเท่, ซอนอู ชายหนุ่มผู้อบอุ่น, ดงรยง ผู้ชายรักความสนุก, ชเวเท็กชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสา หรืออาจจะไม่ใช่คนที่เอ่ยชื่อมาเลยก็ได้จึงทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องก็เพลงประกอบซีรีส์ที่สะกิดต่อมคิดถึงของคนดูเมื่อบทซีรีส์ที่ดีบวกกับเพลงที่ไพเราะ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือความสมบูรณ์แบบของอารมณ์ที่ดึงอารมณ์ของคนดูให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านซังมุนดงเพลงในเรื่องนี้จะเป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย แต่ท่วงทำนองดนตรีและ Melodyของเพลงนั้นออกแนวเก่าๆฟังแล้วภาพขาวดำหรือภาพฟิล์มเก่าๆในยุคนั้นจะฉายเข้ามาในหัวทำให้เราเห็นสังคมในสมัยนั้นได้ดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าซีรีส์จะจบไปแล้วแต่ทุกครั้งที่กลับมาฟังเพลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น A Little girl,Hyehwadong หรือแม้แต่เพลงความหมายลึกซึ้งอย่าง Don’t worry,My dear. ภาพรอยยิ้มและเหตุการณ์ในเรื่องตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 20 ก็จะวนฉายกลับมาอีกครั้งราวกับว่าเป็นมิวสิควิดีโอที่มีความยาวของเพลงในเรื่อง

กระแสก่อนการออกอากาศของReply1988 ในช่วงแรกนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนเกาหลีจำนวนมากเนื่องจากนักแสดงรุ่นลูกไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายหรือยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควรและบทนางเอกยังได้นักร้องมาแสดงชาวเน็ตเกาหลีจึงยังไม่เชื่อฝีมือการแสดงเท่าไรนัก เมื่อซีรีส์ออกกอากาศไปแล้วนักแสดงชุดนี้สามารถลบคำสบประมาทที่มีก่อนหน้านั้นได้อย่างราบคาบถือว่าผลตอบรับจากคนดูเป็นไปในทางที่ดีมาก และมีสิ่งที่เป็นตัวการันตีว่า Reply1988ประสบความสำเร็จคือเรทติ้งของเรื่องนี้เริ่มต้นตอนแรกที่ 6.1และจบด้วยเรทติ้งที่ 18.8 ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับช่องเคเบิ้ลทีวีของเกาหลีใต้ทำให้Reply1988 ได้รับรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในงานประกาศรางวัล BeaksangArt Award 2016,

คุณชินวอนโฮซึ่งเป็นผู้กำกับของเรื่องนี้ก็ยังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมคุณรยูจุนยอลได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย นอกจากรางวัลในประเทศแล้วในงานประกาศรางวัล Top Chinese Award ที่ประเทศจีนคุณพัคโบกอมก็ได้คว้ารางวัล Best International Artist อีกทั้งReply1988 ยังสร้างชื่อให้กับนักแสดงในเรื่องนี้เป็นรู้จักของคนในประเทศรวมทั้งประเทศไทยอีกด้วย  ดูหนังออนไลน์ และได้รับโอกาสให้แสดงฝีมือด้านการแสดงในเรื่องอื่นๆมากขึ้น

Reply1988 ไม่เพียงแค่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการเคเบิ้ลทีวีเท่านั้นแต่ยังเปลี่ยนความรู้สึกของชายหนุ่มคนหนึ่งจากความบังเอิญเป็นความรักโดยไม่รู้ตัวคุณโอม-อำพล สวัสดิภักดิ์ ผู้ที่ไม่เคยมีความคิดที่จะแตะซีรีส์เกาหลีเลย แต่ด้วยความที่ว่างจากการสอบกลางภาคจึงมีโอกาสได้ดู Reply1988 ผ่านทางช่อง one จนต้องไปหาดูซับไทยต่อให้จบเพราะไม่อยากมีความรู้สึกค้างคาใจกับซีรีส์เรื่องนี้จนอินกับซีรีส์เรื่องนี้อยู่ร่วมเดือนจนต้องไปเสิร์ชถามในพันทิปว่าทำอย่างไรให้เลิกอินกับซีรีส์และคุณโอมยังยกให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่ซีรีส์เกาหลีที่หนึ่งในใจอีกด้วย

“อินกับมิตรภาพของเพื่อนดูปุ๊บรู้สึกอยากกลับบ้าน คิดถึงยาย คิดถึงแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงแม้กระทั่งหมาคิดถึงทุกอย่างที่เป็นที่บ้านอ่ะ แล้วยิ่งกับเป็นหมู่เพื่อนใช่ไหมอย่างเราอย่างเนี้ย ตั้งแต่โตมาเราไม่เคยมีเพื่อนอย่างนี้มาก่อนเลยอาจจะมีแบบว่าเด็กๆก็เล่นด้วยกัน โตมาก็แบบแยกกันไปแล้วแต่อันนี้มันแบบว่าเด็กๆก็อยู่ด้วยกันโตมาก็อยู่ด้วยกันและทำงานก็ยังคบกันอยู่อะไรแบบนี้ซึ่งมันหายาก ทำให้เราอินมาก”

ไม่ใช่เพียงคุณโอมเท่านั้นที่ซาบซึ้งกับซีรีส์เรื่องนี้ เพราะคุณซอฟท์แวร์กรกมล ลีลาวัชรกุล ผู้ดูแลแฟนเพจเฟซบุคชื่อดัง Korseries ซึ่งถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ตัวจริงของซีรีส์เกาหลีก็ประทับใจกับซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน

“มันเหมือนเป็นการปลูกฝังให้คุณรู้สึกว่าให้ความสำคัญกับครอบครัวให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้าน เพราะว่ามันเป็นสังคมที่ดีมากๆที่ทุกคนช่วยเหลือกันมันควรเป็นภาพที่แบบว่าในอุดมคติที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะว่าทุกวันนี้สังคมเรามันอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ฉันก็จะทำอันนี้ของฉัน ใครจะทำไม แต่อันนี้มันทำให้เราจะทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วยแล้วก็เรื่องครอบครัวต้องให้ความสำคัญ เพื่อนก็อยู่ด้วยกันมามันก็จะต้องมีความผูกพันกับเพื่อนมันทำให้เรารู้สึกคิดถึงเพื่อนที่แบบรู้จักกันตอนเด็กๆ”

Reply1988 อาจเป็นเพียงซีรีส์หนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงของคนดูเพียงเท่านั้นแต่ถ้าหากเราลองใช้ใจสัมผัสในทุกๆการดำเนินเรื่อง เราจะพบว่าซีรีส์เรื่องเรื่องนี้สอดแทรกประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในอดีตของเกาหลีใต้ทั้งทางการเมืองทางกฎหมายผ่านเนื้อเรื่องและตัวละครโดยที่เราซึมซับเข้าไปโดยที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เลยและซีรีส์เรื่องนี้ยังเปรียบเสมือนตัวแทนความคิดของคนเป็นพ่อแม่ที่เฝ้ามองดูลูกทุกก้าวเดินของชีวิตในวันที่อายุของเราเพิ่มมากขึ้น แต่พ่อแม่ก็ยังมองว่าเราเป็นเด็กน้อย 5 ขวบที่อยากให้เราเรียกหาท่านเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือเสมอมากกว่านั้นคนดูจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของในหมู่บ้านซังมุนดงโดยไม่รู้ตัวคนดูจะได้เรียนรู้ตัวละคร เติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกช่วงชีวิตคนดูจะได้เข้าเรียนไปพร้อมกับซอนอู กลับบ้านพร้อมกับจองฮวันไปเล่นสนุกพร้อมกับดงรยง ไปตามเชียร์แท็คแข่งหมากล้อมและค้นหาความฝันไปพร้อมกับด็อกซอน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคุณจะรู้สึกผูกพันกับทุกตัวละครและเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจนไม่อยากให้ตอนจบเดินทางมาถึง

จนตอนนี้ Reply1988 ซีรีส์แห่งความคิดถึง เดินทางมาถึงตอนจบแล้วเราคงต้องเอ่ยคำลาเพื่อนๆซังมุนดงทุกคนเพื่อแยกย้ายกันไปตามที่เราแต่ละคนเลือกเดินเราหวังว่าสักวันเรากับเพื่อนๆในวัยเด็กและเพื่อนบ้านที่น่ารักจะกลับมาพบกันอีกครั้งแต่อย่าได้กังวลว่าเราจะลืมทุกคน เพราะทุกครั้งที่เรากลับมาดูซีรีส์เรื่องนี้หรือกลับมาฟังเพลงของเรื่องนี้อีกครั้งภาพของทุกคนในซังมุนดงจะชัดเจนในความทรงจำของเราเสมอ

ขอประเดิม ด้วยซีรีย์เกาหลีที่เราชอบมากที่สุดตั้งแต่ดูซีรีย์มาจนถึงตอนนี้ Reply 1988 (응답하라 1988) ซีรีย์ที่ว่าด้วยความรัก ครอบครัว มิตรภาพ วัยเยาว์ และความทรงจำ ซึ่งล้วนถูกทักทอในชีวิตของแต่ละคน

จะเป็นไรไหม ถ้าไม่มีความฝัน ?

นี่คือคำถามที่เราได้หลังจากดูตอนที่ด๊อกซอนคุยกับพ่อเรื่องความฝัน ด๊อกซอน อิจฉาเพื่อนๆของเธอที่มีความฝันในการใช้ชีวิต และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แม้ความฝันเหล่านั้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเพื่อนๆมุ่งไปข้างหน้า ในขณะที่เธอนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และคำถามนี้ก็วนเวียนอยู่กับเราจนกระทั่งจบเรื่อง ในฐานะที่เราก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิต อาจจะพอเทียบเคียงได้กับด๊อกซอนในตอนนั้น อยู่ๆความฝัน สิ่งที่เราคิดอยากจะทำและมีความสุขในการทำมาตลอด 4-5 ปี ก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในการทำอีกต่อไป เราไม่รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไรอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และต้องการอะไร ถึงแม้จะมีคนมากมายคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆขณะที่เรากำลัง struggle แต่ Reply 1988 โดยเฉพาะด๊อกซอน ก็ทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องมีความฝันในตอนนี้ก็ได้ ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ ไปกับปัจจุบัน ไปกับอนาคต ไปกับอดีต ไปกับเพื่อนๆ กับครอบครัว บางทีความฝันก็อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากเท่ากับผู้คนรอบข้าง คนเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้ความรู้สึกต่างๆมีคุณค่า

เรารู้สึกว่าคำว่า ‘ความฝัน’ ถูกให้ค่ากับชีวิตในช่วงวัยรุ่นมากๆ ยิ่งคนใน generation เรา ที่ทุกคนให้ค่าคนที่ทำตามความฝัน ยิ่งทำให้ความฝันถูกให้ค่ามากขึ้น และในขณะเดียวกัน คนที่ไม่มีความฝันจึงถูกมองว่าใช้ชีวิตแปลกแยก เราคิดว่าใครๆก็อยากมีความฝันกันทั้งนั้น ถ้ายังไม่มี หรือมีแล้วแต่ไม่มีความสุข ก็เปลี่ยน หรือไม่ต้องมีมันก็ได้ หาไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความสุขของเรา เราก็ควรจะเป็นคนที่ให้ค่ามันเอง

ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่ได้อยู่ในวัยที่สมควรจะมองย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ และมีความสุขกับอดีต เหมือนๆกับแก๊งซังมุนดงในตอนจบ แต่การที่เรามีอดีต มีคนให้คิดถึง เมื่อคิดย้อนกลับไป ก็ทำให้ชีวิตในวันนี้ของเรามีความสุขไม่น้อย เมื่อได้นึกย้อนกลับไปในช่วงที่เล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ทำอะไรบ้าๆบอๆ ตอนที่ทะเลาะกับพ่อแม่พี่น้อง ได้กินอาหารที่ชอบร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข หรือไม่มีความสุข แต่หากได้มองย้อนกลับไป ก็อดอมยิ้มไปกับความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้

appreciation post หรือ review post ถึงซีรีย์เรื่องนี้เท่านั้น เราอยากตั้งคำถามและตอบตัวเองกับสิ่งที่เราคิดได้ระหว่างดู และหลังจากดูซีรีย์ มาช่วยกันตั้งคำถามและตอบได้นะ ถ้าดูแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ตาม hashtag เลย #ดูแล้วได้อะไร เราเองถ้าคิดอะไรเพิ่มได้ ก็จะเข้ามาเขียนเรื่อยๆ

“Reply 1988” คือซีรี่ส์เกาหลีที่โด่งดังมากในช่วงระหว่างปลายปี 2015 ถึงต้นปี 2016 ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์

แน่นอนว่าธีมหลักของซีรี่ส์เรื่องนี้นั้นไม่แตกต่างจาก “Reply 1997” และ “Reply 1994” ที่มาก่อนหน้า นั่นคือภารกิจการตามหา “สามี” ให้ตัวละครนำหญิง ในบรรยากาศย้อนรำลึกโหยหาอดีต

แม้จะเป็นภาคสุดท้าย/ล่าสุดของซีรี่ส์ชุด “Reply” แต่ “Reply 1988” กลับเป็นเรื่องแรกสุดในไตรภาคนี้ที่ผมมีโอกาสได้ดูจนจบด้วยความประทับใจ

หากพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า “Reply 1988” นั้นกล่าวพาดพิงถึงประเด็นทางสังคมหนักๆ เช่นเดียวกับ “หนังเกาหลีร่วมสมัย” หลายเรื่อง

อาทิ การอาศัยอยู่ใน “บ้านชั้นใต้ดิน” ของครอบครัวนางเอกในซีรี่ส์เรื่องนี้ ก็คล้ายคลึงกับชะตากรรมปากกัดตีนถีบของกลุ่มตัวละครหลักใน “Parasite”

หรือจะมีตัวละครสมทบรายหนึ่ง ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง คนดูน่าจะประเมินว่าเธอทำหน้าที่ “แม่-เมีย” ได้ไม่สมบูรณ์นัก ก่อนที่เธอจะเริ่มมีตัวตนมากขึ้นในช่วงท้ายๆ และบทพูดหนึ่งที่ชวนขบคิด ก็คือ การเผยความในใจว่าเธออยากเป็นตัวของเธอเอง โดยให้คนอื่นๆ เรียกชื่อเสียงเรียงนามอันแท้จริง มากกว่าจะถูกเพื่อนบ้านพากันเรียกขานว่าเธอเป็น “แม่ของ…”

ประเด็นนี้ชวนให้นึกถึงหนังแนวสตรีนิยมเรื่อง “Kim Ji-young, Born 1982” อยู่ไม่น้อย

แต่น่าสนใจว่า ในภาพรวม “Reply 1988” ได้พยายามนำเอาประเด็นขัดแย้งเคร่งเครียดจริงจังเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็น “ละครดราม่า” รสชาติกลมกล่อม ซึ่งชูรสด้วยอารมณ์โรแมนติก ความอบอุ่น และอารมณ์ขันเบาๆ ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือการกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ และอารมณ์เก็บกดกดดันต่างๆ

ดูเหมือนผู้ชมหลายคนจะรู้สึกอินกับ “วัตถุความทรงจำ” หรือ “วัฒนธรรมป๊อปในความทรงจำ” เช่น แฟชั่นเครื่องแต่งกาย เทปเพลง วิดีโอ หนัง/ละครเก่า เพลงเก่า โปสเตอร์เก่า ตู้เกม ของเล่น คอมพิวเตอร์รุ่นโน้น ฯลฯ ที่ปรากฏในซีรี่ส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่ผมเห็นว่า “Reply 1988” นำเสนอไว้ได้ดีไม่น้อย คือ ภาวะเปลี่ยนผ่านของ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “องค์ความรู้ของยุคสมัย” บางประการ ในตอนที่แม่ของ “ด็อกซอน” (นางเอก) ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะรอลุ้นผลการตัดชิ้นเนื้อจากเต้านมไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

ณ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น ทำให้เราตระหนักว่าโรคภัยดังกล่าวเคยเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลมากๆ เพียงใด สำหรับสตรีผู้เข้าตรวจสุขภาพและสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ

ก่อนที่ต่อมา พัฒนาการทางด้านสาธารณสุขจะจัดการกับปัญหาสุขภาพเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น